วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

สาวๆ รู้ไว้... "เอาตัวรอด" อย่างไร พ้นมือชายใจทรามบนรถเมล์


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชีวิตของสาวๆ เมืองกรุงเป็นชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก ด้วยเหตุผลที่หลายคนหลากอาชีพมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในเมืองที่ค่อนข้างแออัด ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูจะต้องแย่งกันไปเสียหมดส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือภาพที่เห็นเป็นประจำในช่วงเช้าและช่วงเย็น คือ ภาพของหญิงสาวที่ต้องกระตือรือร้นวิ่งขึ้นรถประจำทางเบียดเสียดกับผู้ชาย เมื่อขึ้นไปบนรถประจำทางแล้วก็ต้องก้มหน้าก้มตา ยืนอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากเป็นเวลานาน ชั่วโมง สองชั่วโมงแล้วแต่ระยะทาง พวกเธอต้องทนยืนเนื้อเบียดเนื้อกับชายหนุ่มมากหน้าหลายตาบนรถเมล์ ถ้าโชคดีเจอคนดีก็ดีไป แต่ก็มีผู้หญิงหลายคนที่โชคร้ายเจอผู้ชายคิดไม่ดี ชอบลวนลาม อาทิ เสียดสีบั้นท้าย เอามือมาโดนหน้าอก ทำเป็นเซแล้วล้มมาโดนตัวของสาวๆบ่อยครั้งหญิงสาวที่ถูกกระทำเช่นนี้ "ไม่กล้า" โวยวาย หรือหาวิธีป้องกันตัวได้ในเวลาที่คับขันเช่นนั้น มากสุดได้แต่ "อดทน" หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้เสียสละลงจากรถเสีย ก่อนที่ "โรคจิต" จะลวนลามไปมากกว่านี้ เอาล่ะ..ถึงเวลาเสียทีที่ผู้หญิงจะไม่เป็นฝ่ายที่ต้องอดทนหรือหนีอีกต่อไป เพราะนับจากนี้เรามีวิธีรับมือกับพวกผู้ชายโรคจิตเหล่านี้ ไม่ว่าพวกนี้จะมาไม้ไหนก็ตามอย่างแรกที่ปลอดภัยสุดสุด คือ ถ้าเห็นรถเมล์เบียดกันมาจนแน่น แล้วคุณสาวๆ ไม่รีบไปทำงาน หรือไม่รีบกลับบ้าน ก็ขอให้รอโดยสารรถเมล์คันที่ไม่แน่นมากนัก เพื่อเลี่ยงการถูกลวนลาม แต่ถ้าต้องรีบทำเวลาควรหาเพื่อนร่วมทางไปด้วย หรือยืนในจุดที่มีผู้โดยสารผู้หญิงมากกว่าเป็นดีที่สุดวิธีต่อไป ถ้าเกิดโชคร้ายรถโดยสารสายที่เราจำเป็นต้องขึ้นมีผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิง ถ้าคุณสาวๆ ถูกลวนลามจากด้านหลังก็ขอให้เดินเลี่ยงไปยืนจุดอื่น หรือถอยไปยืนด้านหลังคนนั้นแทน แต่หากคนแน่นจนเลี่ยงไม่ได้ให้ร้องตะโกนโวยวายขึ้นมาว่า "มีโรคจิตอยู่บนรถเมล์" ถ้าไม่กล้าร้องโวยวายให้เดินไปบอกพนักงานเก็บค่าโดยสาร หรือกระเป๋ารถเมล์คันนั้นว่ามีผู้ชายชอบลวนลามผู้หญิงอยู่บนรถเมล์ เพราะกระเป๋ารถเมล์เป็นคนหนึ่งที่สามารถช่วยได้เช่นกันแต่ถ้าคุณสาวๆ เป็นสาวมั่นที่พกความกล้ามาด้วย ลองแก้เผ็ดด้วยวิธีนี้ ให้ใช้ "ศอก" กระทุ้งไปที่ท้องคนที่ลวนลาม หรือใช้ "เท้า" กระแทกไปที่เท้าชายคนนั้นอย่างสุดแรง ถ้าอยากให้โรคจิตเจ็บตัวมากกว่านี้ให้ผู้หญิงใจกล้าเดินอ้อมไปที่ด้านหลังคนนั้น แล้วใช้เข่าตนเองกระทุ้งไปที่หลังเข่าคนนั้นจะทำให้เขาอ่อนแรงและล้ม หรือใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางจิ้มไปที่ลูกตาทั้ง 2 ข้างโดยตรงเลยส่วนอีกกรณีที่ผู้หญิงเจอประจำ คือ เจอผู้ชายโรคจิตที่ชอบทำตัวเนียนเปรียบเสมือนเป็นคนรักของผู้หญิงด้วยการโอบกอดผู้หญิงจากด้านหลัง หรือล็อคคอเพื่อให้มือโดนหน้าอก ผู้หญิงต้องตั้งสติให้ดี และร้องตะโกนโวยวายทันที หรือถ้ามีแรงพอให้ใช้มือทั้ง 2 ข้างของตัวเองจับแขนโรคจิต ย่อตัวลงกดแขนที่จับลงมาแล้วตวัดให้แขนข้ามหัวบิดให้ไขว้ไปด้านหลังผู้ชาย และกดให้นั่งลง วิธีนี้ใช้ได้หลายกรณีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม โดยส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้หญิงที่มีกำลังและมีอาวุธติดตัวเพื่อป้องกันหลังจากกดตัวคนร้ายนั่งลงแล้วสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุดเป็นวิธีที่ผู้หญิงทั้งหลาย อาจเกิดความรู้สึกสุดทนกับพฤติกรรมเยี่ยงนี้ ให้ล็อคคอแล้วใช้เข่าตัวเองกระแทกไปที่อวัยวะเพศชายอย่างเต็มแรงเพื่อให้เข็ด ชายโรคจิตพวกนี้จะได้ไม่กล้าลวนลามผู้หญิงคนอื่นๆ อีกต่อไป ถึงอย่างไรแล้ว แม้ผู้หญิงจะมีวิธีป้องกันตัวแต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ขอให้ผู้หญิงทุกคนมีสติในการแก้ปัญหา ถ้าเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้อย่าอายที่จะตะโกนให้คนช่วย เพราะคนที่ควรอายไม่ใช่คุณสาวๆ แต่เป็นผู้ชายโรคจิตเหล่านั่นต่างหาก จำไว้!!!
ที่มา : mthai.com เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More

5 วิธีทำให้สมองฟิต ความคิดปิ๊ง

คุณเคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั้ยจับจ่ายไม่ได้ เพราะลืมกระดาษโน๊ตจดรายการของที่ต้องซื้อไว้ที่บ้านพระเอกหนังเรื่องที่ดูเมื่อวานชื่ออะไรน้าจอดรถไว้ชั้นไหนของห้างนะอย่า! อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าคุณเริ่มแก่ สมองเริ่มเสื่อมแล้วมีวิธีฟิตสมองอย่างง่ายๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวันมาฝากกัน จากหนังสือ “สมองฟิต ความคิดปิ๊ง” ส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือ ก่อนฟิตสมอง คุณรู้มั้ยว่า พฤติกรรมซ้ำๆ ทำให้สมองฝ่อในโลกที่เราคาดเดาเกือบทุกอย่างได้ล่วงหน้า กิจวัตรส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมจากจิตใต้สำนึกที่เรากระทำโดยใช้พลังจากสมองน้อยมาก ทำให้ไม่ค่อยมีการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ประสาทในสมองชั้นนอก สมองจึงไม่ค่อยได้ออกกำลังถ้าคุณขับรถหรือนั่งรถไปทำงานโดยใช้เส้นทางเดิมทุกวัน สมองคุณก็จะใช้ประสาทส่วนเดิมทุกวันเช่นกัน การใช้ประสาทเฉพาะส่วนนั้นๆ เป็นประจำทำให้เซลล์ส่วนนั้นแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันประสาทส่วนอื่นๆกลับอ่อนแอเพราะถูกละเลย ผลดีก็คือ คุณเริ่มช่ำชองกับเส้นทางจาก ก ไป ข แต่ผลเสียคือ สุขภาพสมอง เพราะสมองพลาดโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นด้วยทัศนียภาพใหม่ๆ กลิ่นใหม่ๆ หรือเสียงใหม่ๆ ซึ่งเป็นความแปลกและหลากหลายที่จะช่วยให้เซลล์ประสาทหลายส่วนได้มีกิจกรรมออกกำลังถ้าสมองได้รับสิ่งใหม่ ส่วนของสมองชั้นนอกหลายส่วนจะมีกิจกรรมมากขึ้นและหลากหลายขึ้น และเกิดการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทสมองส่วนต่างๆในรูปแบบใหม่ ส่งผลให้มีการหลั่งสาร นิวโรโทรฟินส์ หรืออาหารสมองมากขึ้น เซลล์สมองจึงแข็งแรงขึ้น 5 วิธีฟิตสมองในตอนเช้า1. หลับตาอาบน้ำ เปิดก็อกน้ำ ปรับความแรงหรืออุณหภูมิของน้ำโดยใช้ประสาทสัมผัสและความรู้สึก (อย่าลืมฝึกวิธีปรับอุณหภูมิให้แม่นก่อนลงมือเพื่อป้องกันน้ำร้อนลวกตัว) หลับตาใช้มือสัมผัสหาอุปกรณ์อาบน้ำ จากนั้นจึงล้างหน้า อาบน้ำหรือโกนหนวด 2.เกมสลับมือ ขยับสมอง ฝึกใช้มือข้างที่คุณไม่ถนัดแปลงฟัน หมุนฝาหลอดยาสีฟันและป้ายยาสีฟันบนแปรง อาจใช้วิธีนี้กับกิจกรรมยามเช้าอื่นๆ ...การฝึกลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ให้เริ่มสั่งการเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่สมองซีกนี้ไม่ค่อยมีส่วนร่วม มีการวิจัยพบว่าการฝึกเช่นนี้ส่งผลให้วงจรและเครือข่ายสมองในส่วนเยื่อหุ้มสมองคอร์แทกซ์ที่ทำหน้าที่ควบคุม และรับส่งคำสั่งจากมือ มีการขยายตัวอย่างมากและในอัตราที่รวดเร็ว หรืออาจลองทำสิ่งต่างๆด้วยมือข้างเดียว ก็ได้ 3. อยู่ในโลกไร้เสียง ปิดหูด้วยการใส่หูฟังขณะรับประทานอาหารกับครอบครัวเพื่อสัมผัสโลกเงียบ...คนใกล้ตัวคงเคยบ่นว่าคุณฟังสิ่งที่เขาพูดเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นตอนยุ่งอยู่ ลองฝึกตัวเองด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณบังคับตัวเองให้ใช้ตัวช่วยอื่นในการทำกิจกรรม เช่น รู้ว่าขนมปังปิ้งที่อยู่ในเครื่องปิ้งได้ที่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งเสียง4. เช้าวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลองเลือกกิจกรรมต่อไปนี้หนึ่งหรือสองข้อ แต่ไม่ควรทำหมดทุกข้อในเช้าวันเดียวกัน• สลับลำดับกิจวัตรตอนเช้า เช่น ถ้าคุณเคยแต่งตัวก่อนกินข้าว ลองเปลี่ยนมากินข้าวก่อนแต่งตัว• ถ้าคุณเคยรับประทานกาแฟกับขนมปังทุกเช้า ลองเป็นข้าวโอ๊ตและชาสุขภาพ หรืออาหารอื่นบ้าง• เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก เปลี่ยนรายการวิทยุ หรือทีวีไปเป็นรายการที่คุณไม่เคยฟัง รายการเด็กเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นสมองให้สนใจในเรื่องที่คุณเคยมองข้าม• เปลี่ยนเส้นทางที่จะเดินทางไปทำงานจากการศึกษาภาพถ่ายของสมอง กิจกรรมใหม่ๆจะกระตุ้นเซลล์ประสาทที่กินพื้นที่สมองชั้นนอกในบริเวณกว้าง วิธีเติมกิจกรรมใหม่นี้จะให้ผลลดลงเมื่อกิจกรรมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรหรือเป็นอัตโนมัติ เนื่องจากสมองต้องใช้พลังในการทำสิ่งใหม่ๆ มากกว่าต่อนทำกิจกรรมที่ทำจนชินแล้ว5. เซ็กซ์ สุดยอดกิจกรรมออกกำลังสมอง ความตื่นเต้นระทึกใจจากกิจกรรมแปลกใหม่ เป็นหัวใจหลักของการเร้าอารมณ์รักโดยเฉพาะในคู่สมรสที่แต่งงานมานาน เพราะช่วยให้คู่รักพบกับความท้าทายและตื่นเต้นจากประสบการณ์ทางเพศแบบใหม่ ใช้จินตนาการและดึงอารมณ์ความรู้สึกทุกส่วนออกมาปรับใช้ เช่น สวมชุดนอนผ้าไหมที่ให้ความรู้สึกสัมผัสที่เรียบลื่น โรยกลีบกุหลาบหอมกรุ่นบนเตียง นวดสัมผัสกันและกันด้วยน้ำมันหอมระเหย หรือสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลงโรแมนติคเซ็กซ์ที่ดีนับเป็นการออกกำลังสมองที่ดี ฟังดูอาจเป็นการสรรเสริญเยินยอกิจกรรมบนเตียง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง เพราะในกิจกรรมร่วมรักมีการใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างที่ก่อให้เกิดการกระตุ้นในวงจรสมองทุกส่วนรวมทั้งวงจรที่รับรู้เรื่องอารมณ์ เคล็ดลับดีๆอีกมากกับการบริหารสมอง ติดตามรายละเอียดได้จากหนังสือ สมองฟิต ความคิดปิ๊ง หนังสือแปลจากเรื่อง Keep Your Brain Alive โดย Lawrence C.Katz, Ph.D & Manning Rubin
ที่มา : Ern Jar เจ้าของบทความ : Lawrence C.Katz, Ph.D & Manning Rubin

Read More

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 6 ข้อ


1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็นคนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลีย ทำงานช้าลงเข้าใจเอาเองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมองเมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเรื่องนี้ ว่าจริงไม่จริงอย่างไรส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือ ก็พบว่าไม่จริงสมองเพลียกับใครไม่เป็น เพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อ พลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับเราเปิดไฟห้าสิบแรงเทียนเปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลยอาการที่ใกล้กับความเพลียของสมอง ก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆสักเล่มหนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อย ใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอนเช่นนี้ทำให้ท่านหมดความตั้งใจที่จะอ่านดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลียคือหมายความว่าท่านหย่อนความตั้งใจที่จะทำงานและไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุดสมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆสมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12 พันล้านตัวแต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่าแอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite)สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้าในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่3. อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญนักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มีวิธีการวัดความฉลาดของคนโดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมีไอคิวเท่านั้นๆถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจ สักหน่อยแต่นักจิตวิทยาเขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลยเพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจทดสอบผิดพลาดได้ง่ายเท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อมมากๆมักจะฉลาดกว่าคนอื่นแต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้ จะไม่มีทางฉลาดกับเขาบ้างหรือนักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึก ตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงานไม่ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมีไอคิวเท่าๆ กับคนธรรมดา อย่างเช่น จอห์น อาดัมส์, อับราฮัม ลินคอล์น, นโปเลียน,เนลสัน เหล่านี้มีสมองธรรมดาๆ แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษคืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมองดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้4. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกันความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่า ก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้สมองเสื่อม ความจำไม่ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้ดังนี้แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอดอายุ ความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียนการเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมองเคลื่อนไหวดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรคหรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้เป็นการยอมรับตัวเองทั้งสิ้น5. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอสมองเหมือนกับกล้ามเนื้อตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มันจะยิ่งเก่งกล้าขึ้นท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่เสมอความจำของท่านก็จะดีขึ้น คือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้นมีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูดถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจกำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมองทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจหรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหาหรือความยากลำบากต่างๆกำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมีกำลังแรงขึ้น6. จิตใต้สำนึก….คลังอันน่ามหัศจรรย์ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่าจิตไร้สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษและความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกองแต่มันน่าประหลาด ที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลัน ทันด่วนและแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัวจิตแพทย์ได้เพียรใช้จิตสำนึกรักษาโรคจิตอย่างเช่นบางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำเจ้าตัวเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผลจิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอกเรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้นก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่มีคนหน้าดำคนหนึ่งได้เข้ามาปลุกปล้ำบีบคอเขาในบ้านแต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้เพราะมันตกไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้นมันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัวและเกลียดคนหน้าดำนักจิตวิทยากล่าวว่าหากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเราก็สามารถสร้างพลังขึ้นในตัวได้อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่เพ่งอยู่ในการตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้า จิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเองถ้าเราเป็นคนขลาดขี้อาย เราพยายามพูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาดเราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเองขอขอบคุณสาระดีๆจาก http://www.yehyeh.com/
ที่มา : *_* NONGSAWNUY *_* เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More

6 วิธีพัฒนาตนเองสู่ความเป็นเลิศ


‘วัยรุ่น’ เป็นวัยที่มีศักยภาพในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากผู้ปกครองจะพยายามส่งเสริมด้านสติปัญญา หรือ IQ ให้แก่วัยรุ่นแล้ว การพัฒนาด้าน EQ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ‘เกร็ดน่ารู้’ สัปดาห์นี้ มีวิธีพัฒนาตนเองของวัยรุ่นสู่ความเป็นเลิศ มาฝากกันส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือ1.ตั้งเป้าหมาย เพราะชีวิตที่ประสบความสำเร็จ คือ ชีวิตที่มีเป้าหมาย ไม่ว่าจะเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ รวมทั้งการใช้เวลาอย่างมีคุณค่า เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ2.มีวินัย เป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยให้ทำงานสำเร็จ เอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้ด้วยเวลาอันสั้น เป็นตัวกำหนดการเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบหน้าที่ที่ได้รับ และช่วยควบคุมตนเองได้ดี3.สร้างความมั่นใจ ถือเป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จและเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ทั้งเรื่องเรียนและการทำงาน นอกจากจะส่งผลให้เป็นคนกล้าแสดงออก และกล้าเผชิญกับเรื่องต่างๆ อย่างมั่นใจแล้ว ยังทำให้บุคลิกภาพดีด้วย4.รับฟังความคิดเห็น และคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันเมื่อพบกับปัญหา ควรหาทางออกที่เหมาะสม เพื่อสร้างความร่วมมือที่ดีในการทำงาน5.มองโลกในแง่ดี มีความคิดเชิงบวก จะส่งผลให้สุขภาพจิต สุขภาพกายดี ความคิดโปร่งใส สุดท้ายจะตามมาด้วยความสุขและความสำเร็จ6.ใช้ชีวิตให้สมดุล ด้วยการเดินสายกลาง อย่าทุ่มเทชีวิตให้ด้านใดด้านหนึ่ง จนด้านอื่น ๆ ขาดการดูแล รู้จักใช้ชีวิตให้สมดุล เพื่อกระตุ้นให้ชีวิตมีความสุข มีความคิดสร้างสรรค์ และมีพลังในการเรียน การทำงานต่อไปการพัฒนาด้านอารมณ์และจิตใจ ควบคู่ไปกับ IQ นั้น ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง.
ที่มา : Ern Jar เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More

7 พืชผักที่ดีต่อสุภาพสตรี โดยตรง


ผู้คนส่วนใหญ่ต่างรู้ประโยชน์ของผลไม้หรือผักว่ามีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย แต่เชื่อไหมว่า ผลไม้บางชนิด มีแร่วิตามินและแร่ธาตุที่พิเศษแตกต่างกันออกไป มีพืชผักผลไม้อยู่ 7 ชนิด ที่มีผล "โดยตรง" กับสุขภาพของ "ผู้หญิง"ส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือ ลูกพรุน : เป็นแหล่งโปแตสเซียม เหล็ก และไฟเบอร์ ที่สำคัญพรุนช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด คงความเป็นหนุ่มเป็นสาว คนเรานั้นเมื่อผ่านช่วงสดใสของชีวิตคือวัย 25 ปี ร่างกายจะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามที่ต่างๆ ใบหน้าที่เคยเอิบอิ่มด้วยเลือดฝาดก็เริ่มหมองคล้ำ ผิวพรรณจากสีชมพูระเรื่อก็เริ่มซีดโทรม ธาตุเหล็กที่มีมากในลูกพรุน จะช่วยดูแลเรื่องนี้ ควบคู่กับภาวะที่สตรีต้องสูญเสียเลือดและธาตุเหล็กไปกับประจำเดือนอีกด้วย ถั่ว : อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก และวิตามินบี นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งมีในถั่วมาก) ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน ความอยากอาหารจะลดลง แต่ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยุ่มากด้วยจึงไม่เหมือนไฟเบอร์อื่นๆ ที่ไม่ให้สารอาหารที่มีคุณค่ากับร่างกาย นั่นทำให้ผู้หญิงรุปร่างดีโดยที่ไม่ขาดสารอาหารด้วย บรอคโคลี : เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูอ่อนนุ่มมีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว แถมยังช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ กล้วย : ในกล้วยไข่มีสารเบต้าแคโรทีน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเราอายุเลย 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมของร่างกายเริ่มมาเยือนช้าๆ ทำให้เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์ผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อร่างกายเสื่อมสภาพ ความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็จะลดลงเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นความสามารถในการจำกัดอนุมูลอิสระก็ลดลงอย่างตกใจ ดังนั้นสาวๆ ควรสนใจรับประทานกล้วย โดยเฉพาะกล้วยไข่ให้มากขึ้นก็จะยอดมาก! ฝรั่ง : เชื่อหรือไม่ว่าฝรั่ง 1 ขีด มีวิตามินซีสูงถึง 180 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีนี้มีบทบาทในการสร้าง ‘คอลลาเจน’ ที่ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ยืดหยุ่น ไม่หย่อนยานก่อนวัย แอปเปิ้ล : มีสารอาหารที่สำคัญคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ ‘เพคติน’ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดคอเลสเตอรอล ยามใดก็ตามที่หินจนกินช้างหมดตัวได้ กินแอปเปิ้ลสักลูกจะดีกว่ามากๆ เลย (จริงๆ นะ) ส้ม : แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติอันอุดม รู้ไหมว่า การรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้อิ่มท้องเร็ว เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียว
ที่มา : Ern Jar เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More

ข้างๆของความรัก

มีเพื่อนต่างเพศอยู่คู่หนึ่ง เป็นเพื่อนที่รักกันมาก ที่โรงเรียนฝ่ายชายจะเดินไปส่งฝ่ายหญิงที่บ้านเสมอทุกวันเวลาผ่านไป จนทั้งสองอยู่ มหาวิทยาลัยฝ่ายหญิงเริ่มไปแอบชอบผู้ชายคนนึง และถามฝ่ายชายว่า"นี่ เธอว่า เค้าเหมาะกับเราไหม""เค้าก้อหล่อดีนะ นิสัยดีด้วย ""หรอ อืม อยากให้เค้ามาอยู่ข้างๆเราจังเลยเนอะ"ส่วนที่จะแสดง
ส่วนที่เหลือ ต่อมาหญิงสาวก็ได้เป็นแฟนกับผู้ชายคนนั้นจิงๆวันนึงหญิงสาวบอกกับเพื่อนสนิทของตนว่า"นี่ เธอไม่ต้องมาส่งเราทุกวันแล้วแหละ ตอนนี้เค้าจะมาส่งเราแล้วเราไม่อยากให้เค้าเข้าใจผิด""อืม" ฝ่ายชายตอบรับ และไม่ไปส่งหญิงสาวอีกต่อมาหญิงสาวทะเลาะกับแฟนของตน จึงมาปรึกษาเพื่อนชายว่า"เธอ เด๋วนี้เขาไม่ค่อยสนใจเราเลยแหละ เธอว่า เราจะทำอย่างไรดีหล่ะ""ก้อ เธอยังรักเค้าอยู่หรือป่าวหล่ะ" ฝ่ายชายตอบ"รักสิ รักมากด้วย""ถ้าอย่างนั้น ก็มอบความรักให้เขาต่อไปสิ ก้อเธอรักเค้านี่น่า""อืมม"หญิงสาวทำตามคำแนะนำของฝ่ายชายหลังจากนั้น วันหนึ่ง ระหว่างที่เพื่อนชายหนุ่มเดินกลับบ้านเค้าเห็นหญิงสาวนั่งร้องไห้อยู่ข้างทาง"เธอ เป็นอะไรหน่ะ ให้เราช่วยไหม""เค้าไม่รักเราเลยหล่ะ เขาเปลี่ยนไป เด๋วนี้เขาไม่เคยมาส่งเราที่บ้านเลย""แล้วเราจะช่วยอะไรเธอได้บ้างหล่ะ""ช่วยอยู่กับเราซักพักได้ไหม"หญิงสาวร้องขอทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรเลยในที่สุดหญิงสาวก็เอ่ยขึ้น"เราควรจะทำอย่างไรดี เธอจะช่วยเราได้ไหม ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี""เธอยังรักเขาอยู่หรือป่าวหล่ะ""รักสิ เรารักเค้ามากเลย""ถ้าอย่างนั้นก้อรักเค้าต่อไปสิ""แต่เค้าไม่รักเราเลยนี่น่า" หญิงสาวร้องไห้โฮ"แต่เธอก็รักเขาไม่ใช่หรอ"และชายหนุ่มก็ส่งหญิงสาวที่บ้านอย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน"ถ้าเมื่อไหร่ที่เธออยากให้เรามาส่งเธอที่บ้าน อย่าลืมเรียกเรานะ""อืม" และหญิงสาวก็เดินขึ้นบ้านไปต่อมาวันหนึ่งชายหนุ่มได้รับโทรศัพท์จากหญิงสาว"เราไม่ไหวแล้ว ช่วยมารับเราที"เสียงของหญิงสาวดูช่างอ่อนล้า และหมดกำลังเธอกำลังร้องไห้อย่างฟูมฟายอยู่ชายหนุ่มไปหาเธอและไปรับเธอมาส่งบ้านเธอยังคงถามชายหนุ่มนั้นเมื่อที่เคยถามมา"เราจะทำอย่างไรต่อไปดี""เธอเลิกรักเค้าแล้วหรอ""ป่าว เรายังรักเค้ามาก เรายังรักเขาอยู่""งั้นก็เหมือนที่เราเคยพูดไว้ รักเขาต่อไปเพราะมันไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะรักเธอไหม แต่ถ้าเธอยังรักเขาเธอก็คงทำได้แค่รักเขาให้มากขึ้น ให้เขารู้ว่าเธอรักเขา"วันที่เธอเรียนจบ เพื่อนชายหนุ่มของเธอมาแสดงความยินดีกับเธอเธอแปลกใจมากที่เพื่อนชายหนุ่มของเธอยังเรียนไม่จบ เธอถามเขาว่าทำไมชายหนุ่มตอบว่า เขาขี้เกียจไปหน่อยทำให้เขาต้องเรียนซ้ำวิชาหนึ่งจึงยังเรียนไม่จบหญิงสาวแปลกใจ เพราะตลอดมา ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนขยันต่อมาแฟนหญิงสาวได้แต่งงานกับหญิงสาวเนื่องด้วยเห็นถึงความรักที่หญิงสาวมีให้มากมายหญิงสาวได้ชวนเพื่อนของตนมางานแต่งของเธอ"เราไม่ว่างจริงๆเราติดธุระหน่ะขอโทษนะ"เพื่อนชายตอบเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาหญิงสาวโกรธและเสียใจที่ชายหนุ่มไม่มางานแต่งจึงวางหูใส่แต่หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจเมื่อวันที่เธอแต่งงานชายหนุ่มได้มาก่อนที่งานแต่งจะจบ"ยินดีด้วยนะ เรามาแล้วนะ"หญิงสาวดีใจมากที่เพื่อนของเธอมา ถึงจะเพียงชั่วเวลาสั้นๆต่อมาหญิงสาวก็มีความสุขกับชีวิตแต่งงานจนไม่ได้ติดต่อกับชายหน ุ่มจนวันหนึ่งหญิงสาวได้ทะเลาะกับสามีของตนหญิงสาวไม่รู้จะไปปรึกษาใคร จึงนึกถึงชายหนุ่มขึ้นมาแต่แม้ว่าหญิงสาวจะโทรไปเท่าไหร่ก็ไม่สามารถติดต่อกับชายหนุ่มคนนั้นได้เลยเขาจึงโทรหาเพื่อนของชายหนุ่มคนนั้นเพื่อนของชายหนุ่มเล่าว่า ชายหนุ่มเป็นโรคร้าย เขาไม่สามารถไปไหนได้ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมาร่วมหลายเดือนหญิงสาวตกใจมากถามว่าเป็นอะไรเพื่อนชายหนุ่มบอกว่า อาการกำเริ่มเพราะวันที่ชายหนุ่มต้องมาผ่าตัดชายหนุ่มดันหายตัวไปและเพื่อนชายยังบอกอีกว่า"เป็นนิสัยเสียของมันหน่ะ มันชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ในช่วงเวลาสำคัญๆคราวที่แล้วสอบไล่ ก็หายตัวไปจากห้องสอบ"หญิงสาวตกใจมาก เลยขอที่อยู่ของโรงพยาบาลที่ชายหนุ่มรักษาตัวหญิงสาวไปเยี่ยมชายหนุ่มที่โรงพยาบาล เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็ต้องตกใจชายหนุ่มที่เคยดูแข็งแรง กับผอมซูบ ไม่มีแรงเมื่อชายหนุ่มเห็นเธอก็ดีใจทักทายเธอเป็นการใหญ่"เป็นอย่างไรมั้ง ไม่เจอกันตั้งนาน"หญิงสาวนิ่งเงียบซักพักน้ำตาหญิงสาวก็ออกมา"อ้าวร้องไห้ทำไมหล่ะ เธอหน่ะ ไปทะเลาะกับแฟนมาอีกแล้วหรอจะให้เราช่วยอะไรไหม แต่เราก็คงจะแนะนำเหมือนเดิมหน่ะ"หญิงสาวเข้าไปหาชายหนุ่มแล้วบอกกับชายหนุ่มว่า"วันที่เธอมารับเราเป็นวันสอบไล่ใช่ไหม"ชายหนุ่มทำหน้าตกใจและไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้นกลับนิ่งเงียบไปหญิงสาวจึงพูดต่อ"และวันที่เธอต้องผ่าตัดใหญ่ เธอกลับมางานแต่งงานของฉันใช่ไหม"ชายหนุ่มไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว กลับนิ่งเงียบกว่าเดิมหญิงสาวเข้าไปกอดชายหนุ่มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่น"ตลอดเวลา เรารักแต่คนอื่น มองแต่คนอื่นเรากลับไม่รู้เลยว่าเธอรักเรามากแค่ไหนเรารู้สึกเสียใจจริงๆที่ไม่ได้รักเธอมากกว่านี้"ชายหนุ่มยิ้มขึ้นแล้วบอกกับหญิงสาวด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า"เราบอกแล้วไง ถ้าเรารักใครซักคน เราก็ต้องรักเขาให้มากๆไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะรักเราหรือไม่หน่ะมันสำคัญแค่เพียงว่าเรายังรักเธออยู่หรือเปล่า แค่เราสามารถช่วยเธอได้นั่นก็เป็นความสุขของเราแล้ว"หญิงสาวรู้สึกเสียใจมาก นั่งร้องไห้โห่อยู่ที่ตักของชายหนุ่มชายหนุ่มจึงพูดขึ้นว่า"ถ้าเราหายเมื่อไหร่ เราจะไปส่งเธอที่บ้านอีกนะ"
ที่มา : เฉพาะกิจ เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More


Read More

วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2552

BEYNIOR FAIR 2009




เนี่ยนะเป็นงานเลี้ยงส่งรุ่นพี่ปี 4 ล่ะ ก็ประมาน พ.ศ.2552 อ่ะนะ

คงเป็นปีแรกที่เราและเพื่อนๆได้ไปกินเลี้ยงกัน เพราะตอนนี้ก็อยู่ปี่ที่ 3 แล้ว

ถ้าจะไม่ไปก้ยังงัยยังงัยอยู่ เหมือนจะดูไม่ดียังงัยยังงั้นแหละ..

ส่วนบรรยากาศในงานก็งั้นๆๆแหละนะ..อุตสาห์แต่งตัวไปซะสวยเชียววววว...

แล้วปีต่อไปคงเป็นรุ่นพี่ที่สูงที่สุดแหละ.งหรือจะบอกว่าแก่ที่สุดก๋ได้นะ..ประมาณนั้นแหละ..
Posted by Picasa

Read More

วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ความรักในอคติของข้าพเจ้า


[1]โหยหาความรักไม่เคยพอพอๆกับโหยหาเซ็กส์ไม่เคยหยุดหรือทั้งเซ็กส์ทั้งรักรวมเป็นชุดเซ็กส์ซ้าย ขวาสุดเป็นความรัก
[2]หรือการแต่งงานเป็นอะไรสักอย่างต่างตระหนักพะวักพะวงเป็นพักพักแล้วเอาเงินกองหน้าตักเป็นพิธี
[3]ซื้อความสุขทั้งสองฝ่ายเข้าใจว่าไม่ได้ขายการกดขี่แต่บ้าง บางครั้งอาจตบตีระหว่างกันทันที สิทธิมนุษยชน
[4]ก็ทั้งหมดเป็นกฏเกณฑ์เป็นประเด็นผลิตผลทั้งความรักคนสองคนทั้งเรื่องเซ็กส์ท่วมทันกันและกัน
[5]เกิดขึ้น ตั้งอยู่ โดยสภาพความรักอันโลมฉาบสรวงสวรรค์ผลิช่อ ดอกบุปผานานาพรรณฝันถึงรักนิรันดร์ของความรัก๐ก็นั่นแหละคือความสุขจะมีทุกข์อีแค่ตอนอกหักใช่ไม่ใช่-----

Read More

เมื่อสามี จะบอกเลิก ภรรยา.. (บนรถที่กำลังวิ่งอยู่)


สามีภรรยาคู่หนึ่งที่อยู่ด้วยกันมานานกว่า 20 ปีกำลังนั่งรถไปงานเลี้ยงด้วยกันโดยภรรยาเป็นคนขับด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแล้วจู่ๆ สามีก็เอ่ยน้ำเสียงอย่างเย็นชาว่า" เราแต่งงานกันมายี่สิบปีแล้ว ที่ผ่านมาคุณดีกับผมก็จริงแต่ตอนนี้ผมพบคู่ชีวิตคนใหม่แล้ว เธอคือเลขาฯ คนสวยของผมเอง"ภรรยาขับเร็วขึ้นเป็น 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงสามีพูดต่อว่า"ผมต้องการหย่ากับคุณโดยเร็วที่สุดตลอดชีวิตการแต่งงานผมทำงานหาเลี้ยงครอบครัวส่วนคุณทำแต่งานบ้านเท่านั้นดังนั้นหุ้นบริษัทกับบ้านหลังใหญ่ควรเป็นกรรมสิทธ์ของผม"ภรรยาขับเร็วขึ้นเป็น 100 กิโลเมตรต่อชั่งโมง"ส่วนเงินในธนาคารห้าสิบล้าน ผมจะเจียดให้คุณไปทำทุนสักห้าแสนนอกจากนี้คุณยังอยากได้อะไรอีกไหม"??????"ไม่ต้องหรอกค่ะ สิ่งที่ฉันอยากได้ที่สุดฉันมีแล้ว แต่คุณไม่มี"ภรรยาตอบเสียงเย็นชาเช่นกันพลางกดคันเร่งเร็วขึ้นเป็น 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง"อะไรล่ะที่คุณมีแต่ผมไม่มีน่ะ" ???????"ถุงลมนิรภัย"Have a Wonderful Day !
ที่มา : ซ้อเหมา เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More

ความจริงเกี่ยวกับความรัก


1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์ แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือ การรักใครสักคน แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้ และต้องมาเสียใจภายหลังส่วนที่จะแสดง


ส่วนที่เหลือ2. พระเจ้าอาจจะต้องการให้เราพบคนที่ไม่ใช่..ก่อนที่จะมาพบคนที่ใช่ เพื่อเวลาเราพบคนคนนั้นแล้ว เราจะได้รู้สึกซาบซึ้งถึงพรที่ทานประทานมา


3. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่ แม้จะแยกความรู้สึก ความลุ่มหลง และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว


4. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป


5. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลง ประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น แต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนานจนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูที่ เปิดไว้รอเรา


6.เพื่อนที่ดีที่สุดคือคนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไร กันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึกเหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด


7.เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลยว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้างจนกระทั่งสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา


8. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคนไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ อย่าหวังที่จะได้รักตอบ แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ก็ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเรา


9. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหูหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้นจากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ


10. อย่าบอกลา ถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป อย่าท้อใจถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณไม่สามารถทำใจได้


11. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคง หวัง ถึงแม้ว่าจะผิดหวัง และมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน


12. การที่เราจะประทับใจใครนั้นใช้เวลาแค่เพียงนาที การที่เราจะชอบใครใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมง การที่เราจะรักใครใช้เวลาเพียงชั่ววัน แต่การที่จะลืมใครนั้นต้องใช้เวลาชั่วชีวิต


13. อย่ามองใครจากหน้าตา เพราะมันอาจหลอกเราได้ อย่ามองใครจากความร่ำรวย เพราะมันไม่จีรังยั่งยืน ให้มองหาคนที่ทำให้คุณยิ้มได้ เพราะเพียงยิ้มเดียว สามารถทำให้วันที่หม่นหมองกลับสดใส ขอให้คุณพบคนที่ทำให้คุณยิ้มได้


14.มีช่วงเวลาในชีวิตที่คุณคิดถึงใครสักคนจนกระทั่งอยากดึงเขามาจากความฝัน เพื่อกอดเอาไว้ขอให้คุณได้ฝันถึงคนพิเศษนั้น


15. ฝัน ถึงสิ่งที่คุณต้องการฝัน ไปในที่ที่คุณต้องการไป เป็นในสิ่งที่คุณต้องการเป็น เพราะคุณมีเพียงชีวิตเดียว และมีโอกาสเดียวที่จะทำทุกสิ่งที่คุณต้องการ


16. ขอให้คุณมีความสุขมากพอที่จะทำให้คุณเป็นคนอ่อนหวาน ผ่านการทดสอบมามากพอที่จะทำให้คุณเข้มแข็ง มีความเศร้าโศกพอที่จะทำให้คุณยังคงความเป็นมนุษย์ และมีความหวังมากพอที่จะทำให้คุณเป็นสุข17. เอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งนั้นจะทำให้คุณเจ็บปวด รู้ไว้เถอะว่าคนอื่นก็เจ็บปวดจากสิ่งเดียวกันเช่นกัน


18. คำพูดที่ไม่ได้ยั้งคิดอาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำพูดที่โหดร้ายอาจทำลายชีวิต คำพูดที่เหมาะกาละเทศะอาจลดความเครียด คำรักอาจเยียวยาและทำให้มีสุขได้


19. จุดเริ่มของความรักคือการปล่อยให้คนที่เรารักเป็นตัวของตัวเอง อย่าดึงเขาจากภาพความเป็นเขา มิฉะนั้นจะหมายความว่าเราเราเพียงภาพสะท้อนของตัวเราที่ปรากฎในพวกเขา


20. คนที่มีความสุขที่สุด ไม่ได้หมายความว่าเขามีสิ่งที่ดีที่สุด เพียงแต่เขาสามารถทำสิ่งที่เขามีให้ดีที่สุดได้ต่างหาก


21. ความสุขรออยู่เบื้องหน้าผู้ที่มีน้ำตา ผู้ที่เจ็บปวด ผู้ที่ค้นหา และผู้ที่พยายามแล้ว เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้จักคุณค่าของผู้คนที่ได้สัมผัสชีวิตพวกเขา


22. ความรักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม งอกงามด้วยรอยจูบ และจบลงด้วยคราบน้ำตา


23. อนาคตที่สดใสมีรากฐานอยู่บนอดีตที่ถูกลืม คุณไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ดีถ้าหากไม่รู้จักปล่อยวางความผิดพลาดในอดีต และความปวดใจ


24. คุณร้องไห้ตอนคุณเกิดในขณะที่คนรอบข้างกำลังยิ้ม จงมีชีวิตอยู่เพื่อเมื่อตอนคุณตาย คุณจะเป็นคนที่ยิ้ม ในขณะที่คนรอบข้างร้องไห้ให้คุณ

- A man overtime falls in love with the woman he is attracted to, and a woman overtime becomes more attracted to the man she loves.

ผู้ชายมักจะตกหลุมรักคนที่เค้าหลงเสน่ห์ และผู้หญิงจะหลงเสน่ห์คนที่เธอตกหลุมรัก

- Friendship is love minus sex and plus reason. Love is friendship plus sex and minus reason.

มิตรภาพคือ ความรัก ลบด้วย เซ็กซ์ และบวกเอาเหตุผลเพิ่มเข้าไป ส่วนรักคือ มิตรภาพบวกด้วยเซ็กซ์ และลบเอาเหตุผลออก

- To love is nothing. To be loved is something. To love and be loved is everything!!

การได้รักเป็นเรื่องขี้ผง การถูกรักเป็น "บางอย่าง" ทีเดียว ส่วนการได้รักและการถูกรักเป็นทุกอย่าง (ว้าว)

- You may only be one person to the world but you may also be the world to one person.

คุณอาจจะเป็นแค่ "คน ๆ หนึ่ง" ในโลกใบนี้ แต่คุณอาจจะเป็น "โลกทั้งใบ" ของคนคนหนึ่งก็ได้

- Friendship often ends in love, but love in friendship- never.

มิตรภาพมักจะจบลงด้วยความรัก แต่ความรักไม่มีวันจบลงด้วยมิตรภาพ

- You know when you love someone when you want them to be happy even if their happiness means that you're not part of it.

(อันนี้ต้องขอบอกว่าโปรดมากค่ะ) คุณรู้ว่า คุณรักเค้าก็ต่อเมื่อคุณต้องการให้เค้ามีความสุข แม้ว่าความสุขนั้นจะหมายความถึงการที่คุณไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน

- Love looks not with the eyes, but with the mind.

ความรักนั้น เห็นไม่ได้ด้วยตา แต่ด้วยใจ

- Love is like standing in the wet cement. The longer you stay, the harder it is to leave. And you can never go without leaving your shoes behind.

ความรักก็เหมือนซีเมนต์เปียก ๆ ยิ่งคุณอยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งติดหนึบ จากไปไม่ได้เท่านั้น และคุณจะไม่มีวันจากมาได้เลย โดยที่ไม่ได้ทิ้งรองเท้าไว้ข้างหลัง

- Don't marry a person you can live with, marry somebody you can't live without.

จงอย่าแต่งงานกับคนที่คุณ "อยู่ด้วยได้" จงแต่งงานกับคนที่คุณ "ขาดไม่ได้"

- Don't rely on the past to create the future, rely on the future to erase the past.

อย่าวางใจใช้อดีตเป็นตัวสร้างอนาคต แต่จงใช้อนาคตเป็นตัวลบอดีตทิ้งไป

- Love will die if held too tightly; love will fly if held too lightly.

รักจะเฉาตายถ้ายึดไว้แน่นเกินไป และรักจะโบยบินไปถ้ายึดไว้หย่อนเกินไป

- If you love someone tell them, don't wait or else you will lose the chance.

ถ้าคุณรักใคร บอกเค้าซะ อย่ารีรออยู่เลย ไม่งั้นคุณจะเสียโอกาสนะ

- It only takes a second to say "I love you", but it will take a lifetime to show you how much.

ใช้เวลาแค่เพียงชั่ววินาทีในการบอกว่า "ชั้นรักเธอ" แต่ใช้เวลาตลอดชีวิตในการแสดงให้เห็นว่า รักมากเพียงไร

- Love, is like water, we take it for granted. Thus, when it is gone, it becomes crucial.

ความรักก็เหมือนน้ำ เรามักจะเห็นมันเป็นของตาย ต่อเมื่อ มันหมดไปแล้ว นั่นละ ... มันจะกลายเป็นสิ่งจำเป็น

- True love is like ghosts, which everyone talks about but few have seen.

รักแท้ก็เหมือนกับปีศาจ ทุกคนพูดถึง แต่มีคนน้อยมากที่ได้เห็นว่าเป็นอย่างไร

- The essential sadness is to go through life without loving. But it would be almost equally sad to leave this world without ever telling those you loved that you love them.

ความเศร้าที่สำคัญคือการชีวิตโดยปราศจากความรัก แต่มันคงจะเศร้าเกือบจะพอ ๆ กันที่จะจากโลกนี้ไปโดยไม่ได้บอกคนที่คุณรักว่า คุณรักพวกเค้า"

- A man falls in love through his eyes, a woman through her ears.

ผู้ชายตกหลุมรักทางตา แต่ผู้หญิงน่ะ ตกหลุมรักทางหู

- The way to love anything is to realize that it might be lost.

หนทางที่จะรักสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือ การตระหนักสิ่งนั้น ๆ อาจจะสูญหายได้

- The perfect marriage begins when each partner believes they got better than they deserve.

การแต่งงานที่สมบูรณ์แบบเริ่มขึ้น เมื่อต่างฝ่ายต่างคิดว่า พวกเค้าได้รับสิ่งที่ดีเกินกว่าที่ตัวเองสมควรได้รับ

- When a young man complains that a young woman has no heart, it is pretty sure that she has his.

เวลาที่หนุ่มน้อยโอดควรญว่า สาวน้อยนางนั้นไม่มีหัวใจ ค่อนข้างแน่ใจได้เลยว่า สาวน้อยนั้นน่ะ ... มีหัวใจของหนุ่มคนนั้นอยู่ในกำมือ

- Kindness in words creates confidence, kindness in thinking creates profoundness, kindness in giving creates love.

วาจาที่กรุณาจะสร้างความเชื่อมั่น จิตใจที่กรุณาจะสร้างความลึกซึ้งของจิตใจ และการให้ที่กรุณาจะก่อให้เกิดรัก

- To love is to risk not being loved in return. To hope is to risk pain. To try is to risk failure, but risk must be taken, because the greatest hazard in life is to risk nothing.

การที่ได้รักคือการเสี่ยงว่าจะไม่ได้รับความรักเป็นการตอบแทน การตั้งความหวังคือการเสี่ยงกับความเจ็บปวด การพยายามคือการเสี่ยงกับความล้มเหลว แต่ยังไงก็ต้องเสี่ยง เพราะสิ่งที่อันตรายที่สุดในชีวิตก็คือ การไม่เสี่ยงอะไรเลย

- When loving someone...never regret what you do...only regret what you didn't do.

เวลารักใคร ... อย่าเสียใจในสิ่งที่คุณได้กระทำ จงเสียใจในสิ่งที่คุณไม่ได้กระทำ

- Gravity cannot be held responsible for people falling in love.

เวลาคนตกหลุมรักน่ะ ... โทษแรงโน้มถ่วงไม่ได้ จริงมั้ยล่ะ (ต้องโทษคนขุดหลุม)

There is a story of a woman Who always kept her feelings towards her friend Until the day he got married, she decided to tell him the truth And he felt that it's a good joke for his wedding

มีเรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอรักเพื่อนของเธอแต่ได้เพียงเก็บความรู้สึกเอาไว้ จนกระทั่งวันที่เขาแต่งงาน เธอก็ตัดสินใจบอกความจริงกับเขา ...แต่เขากลับคิดว่าเป็นเพียงเรื่องตลกสำหรับวันแต่งงานของเขา...

There is a story of a man Who has never told his wife how much he loves her Until the day she passed away Until now, he keeps sending flowers to her grave everyday With thousand kisses on the card saying "I love you" Would she be able to know?

และยังมีเรื่องเล่าของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่เคยบอกภรรยาว่าเขารักเธอมากแค่ไหน จนกระทั่งเธอตายจากไป ถึงบัดนี้ เขายังคงวางดอกไม้ไว้ที่หลุมศพของเธอทุกวัน พร้อมกับรอยจูบนับพันบนการ์ดที่เขียนว่า "ผมรักคุณ" ...เธอจะมีโอกาสได้รับรู้ไหม...

Yet, there is a story of a girl Who always needed a warm hug from her daddy But she was too shy to ask for Until the day he can never hug her any more...

และยังมีเรื่องเล่าของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ซึ่งต้องการอ้อมกอดอันอบอุ่นจากพ่อของเธอเสมอ แต่เธอเขินอายเกินกว่าจะเอ่ยปากออกไป ...จนกระทั่งวันที่พ่อไม่สามารถกอดเธอได้อีกต่อไป...

A lot of stories happen everyday You could know what had happened yesterday How can you be sure what will happen tomorrow? Think of something you never say Are you waiting until the day? to say " I LOVE YOU "

ทุกๆวันเกิดเรื่องต่างๆขึ้นมากมาย คุณอาจจะรู้ว่า เมื่อวานนี้เกิดอะไรขึ้น แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไร ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพรุ่งนี้ ลองคิดถึงบางสิ่งที่คุณไม่เคยพูด จะต้องรอให้ถึงวันไหน ที่จะบอกคำว่า "รัก


ที่มา : *_* NONGSAWNUY *_* เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More


MV เพลงใครสักคน

ฟ้ายังฟ้าไม่เคยเปลี่ยนไป กี่เดือนกี่ปีก็ยังเป็นสีฟ้าดังเก่า เหมือนใจฉันไม่เคยเปลี่ยนเลย จะนานเพียงใดในใจดวงนี้ก็ว่างเปล่า เมื่อไรไม่รู้เลย ที่จะมีอย่างใครเขา ก็ใครกันเล่าจะมาเป็นคู่กัน ก็ใครกันเล่าจะเดินอยู่ข้างกัน จะมีบ้างไหม แค่ใครสักคน ที่ไม่มองข้ามคนอย่างฉัน ก็ใครกันเล่าจะคอยมาเถียงกัน ได้งอนได้ง้อได้หึงกันทุกวัน มาทำชีวิตที่มันขี้เหร่ ได้มีความรักแทนความเหงา ฟ้ายังฟ้าหัวใจยังเหงา ให้มันเทาๆ ยังดูมีสีสันมากกว่า รักแล้วจะทุกข์จะล้มจะลุกก็รับได้ไม่เป็นไร ยังดีกว่าต้องเดียวดาย ดีกว่าต้องมองรักใคร ที่เขาเดินคลอเคลีย รักกันไม่เกรงใจฉัน ก็ใครกันเล่าจะมาเป็นคู่กัน ก็ใครกันเล่าจะเดินอยู่ข้างกัน จะมีบ้างไหม แค่ใครสักคน ที่ไม่มองข้ามคนอย่างฉัน ก็ใครกันเล่าจะคอยมาเถียงกัน ได้งอนได้ง้อได้หึงกันทุกวัน มาทำชีวิตที่มันขี้เหร่ ได้มีความรัก อีกนานสักเท่าไร ต้องรออีกเท่าไร ถึงจะได้เจอคนนั้น ก็ใครกันเล่าจะมาเป็นคู่กัน ก็ใครกันเล่าจะเดินอยู่ข้างกัน จะมีบ้างไหม แค่ใครสักคน ที่ไม่มองข้ามคนอย่างฉัน ก็ใครกันเล่าจะคอยมาเถียงกัน ได้งอนได้ง้อได้หึงกันทุกวัน มาทำชีวิตที่มันขี้เหร่ ได้มีความรัก ก็ใครกันเล่าจะมาเป็นคู่กัน ก็ใครกันเล่าจะเดินอยู่ข้างกัน ก็มีใช่ไหม แค่ใครสักคน ที่ไม่มองข้ามคนอย่างฉัน ก็ใครจะคอยคนนี้อยู่เหมือนกัน จะปรากฏตัวให้เห็นสักทีได้ไหม เพื่อให้ชีวิตที่มันขี้เหร่ ได้มีความรักแทนความเหงา

Read More

5 วิธีทำให้สมองฟิต ความคิดปิ๊ง


คุณเคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั้ยจับจ่ายไม่ได้ เพราะลืมกระดาษโน๊ตจดรายการของที่ต้องซื้อไว้ที่บ้านพระเอกหนังเรื่องที่ดูเมื่อวานชื่ออะไรน้าจอดรถไว้ชั้นไหนของห้างนะอย่า! อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าคุณเริ่มแก่ สมองเริ่มเสื่อมแล้วมีวิธีฟิตสมองอย่างง่ายๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวันมาฝากกัน จากหนังสือ “สมองฟิต ความคิดปิ๊ง” ก่อนฟิตสมอง คุณรู้มั้ยว่า พฤติกรรมซ้ำๆ ทำให้สมองฝ่อในโลกที่เราคาดเดาเกือบทุกอย่างได้ล่วงหน้า กิจวัตรส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมจากจิตใต้สำนึกที่เรากระทำโดยใช้พลังจากสมองน้อยมาก ทำให้ไม่ค่อยมีการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ประสาทในสมองชั้นนอก สมองจึงไม่ค่อยได้ออกกำลังถ้าคุณขับรถหรือนั่งรถไปทำงานโดยใช้เส้นทางเดิมทุกวัน สมองคุณก็จะใช้ประสาทส่วนเดิมทุกวันเช่นกัน การใช้ประสาทเฉพาะส่วนนั้นๆ เป็นประจำทำให้เซลล์ส่วนนั้นแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันประสาทส่วนอื่นๆกลับอ่อนแอเพราะถูกละเลย ผลดีก็คือ คุณเริ่มช่ำชองกับเส้นทางจาก ก ไป ข แต่ผลเสียคือ สุขภาพสมอง เพราะสมองพลาดโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นด้วยทัศนียภาพใหม่ๆ กลิ่นใหม่ๆ หรือเสียงใหม่ๆ ซึ่งเป็นความแปลกและหลากหลายที่จะช่วยให้เซลล์ประสาทหลายส่วนได้มีกิจกรรมออกกำลังถ้าสมองได้รับสิ่งใหม่ ส่วนของสมองชั้นนอกหลายส่วนจะมีกิจกรรมมากขึ้นและหลากหลายขึ้น และเกิดการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทสมองส่วนต่างๆในรูปแบบใหม่ ส่งผลให้มีการหลั่งสาร นิวโรโทรฟินส์ หรืออาหารสมองมากขึ้น เซลล์สมองจึงแข็งแรงขึ้น 5 วิธีฟิตสมองในตอนเช้า1. หลับตาอาบน้ำ เปิดก็อกน้ำ ปรับความแรงหรืออุณหภูมิของน้ำโดยใช้ประสาทสัมผัสและความรู้สึก (อย่าลืมฝึกวิธีปรับอุณหภูมิให้แม่นก่อนลงมือเพื่อป้องกันน้ำร้อนลวกตัว) หลับตาใช้มือสัมผัสหาอุปกรณ์อาบน้ำ จากนั้นจึงล้างหน้า อาบน้ำหรือโกนหนวด 2.เกมสลับมือ ขยับสมอง ฝึกใช้มือข้างที่คุณไม่ถนัดแปลงฟัน หมุนฝาหลอดยาสีฟันและป้ายยาสีฟันบนแปรง อาจใช้วิธีนี้กับกิจกรรมยามเช้าอื่นๆ ...การฝึกลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ให้เริ่มสั่งการเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่สมองซีกนี้ไม่ค่อยมีส่วนร่วม มีการวิจัยพบว่าการฝึกเช่นนี้ส่งผลให้วงจรและเครือข่ายสมองในส่วนเยื่อหุ้มสมองคอร์แทกซ์ที่ทำหน้าที่ควบคุม และรับส่งคำสั่งจากมือ มีการขยายตัวอย่างมากและในอัตราที่รวดเร็ว หรืออาจลองทำสิ่งต่างๆด้วยมือข้างเดียว ก็ได้ 3. อยู่ในโลกไร้เสียง ปิดหูด้วยการใส่หูฟังขณะรับประทานอาหารกับครอบครัวเพื่อสัมผัสโลกเงียบ...คนใกล้ตัวคงเคยบ่นว่าคุณฟังสิ่งที่เขาพูดเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นตอนยุ่งอยู่ ลองฝึกตัวเองด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณบังคับตัวเองให้ใช้ตัวช่วยอื่นในการทำกิจกรรม เช่น รู้ว่าขนมปังปิ้งที่อยู่ในเครื่องปิ้งได้ที่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งเสียง4. เช้าวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลองเลือกกิจกรรมต่อไปนี้หนึ่งหรือสองข้อ แต่ไม่ควรทำหมดทุกข้อในเช้าวันเดียวกัน• สลับลำดับกิจวัตรตอนเช้า เช่น ถ้าคุณเคยแต่งตัวก่อนกินข้าว ลองเปลี่ยนมากินข้าวก่อนแต่งตัว• ถ้าคุณเคยรับประทานกาแฟกับขนมปังทุกเช้า ลองเป็นข้าวโอ๊ตและชาสุขภาพ หรืออาหารอื่นบ้าง• เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก เปลี่ยนรายการวิทยุ หรือทีวีไปเป็นรายการที่คุณไม่เคยฟัง รายการเด็กเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นสมองให้สนใจในเรื่องที่คุณเคยมองข้าม• เปลี่ยนเส้นทางที่จะเดินทางไปทำงานจากการศึกษาภาพถ่ายของสมอง กิจกรรมใหม่ๆจะกระตุ้นเซลล์ประสาทที่กินพื้นที่สมองชั้นนอกในบริเวณกว้าง วิธีเติมกิจกรรมใหม่นี้จะให้ผลลดลงเมื่อกิจกรรมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรหรือเป็นอัตโนมัติ เนื่องจากสมองต้องใช้พลังในการทำสิ่งใหม่ๆ มากกว่าต่อนทำกิจกรรมที่ทำจนชินแล้ว5. เซ็กซ์ สุดยอดกิจกรรมออกกำลังสมอง ความตื่นเต้นระทึกใจจากกิจกรรมแปลกใหม่ เป็นหัวใจหลักของการเร้าอารมณ์รักโดยเฉพาะในคู่สมรสที่แต่งงานมานาน เพราะช่วยให้คู่รักพบกับความท้าทายและตื่นเต้นจากประสบการณ์ทางเพศแบบใหม่ ใช้จินตนาการและดึงอารมณ์ความรู้สึกทุกส่วนออกมาปรับใช้ เช่น สวมชุดนอนผ้าไหมที่ให้ความรู้สึกสัมผัสที่เรียบลื่น โรยกลีบกุหลาบหอมกรุ่นบนเตียง นวดสัมผัสกันและกันด้วยน้ำมันหอมระเหย หรือสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลงโรแมนติคเซ็กซ์ที่ดีนับเป็นการออกกำลังสมองที่ดี ฟังดูอาจเป็นการสรรเสริญเยินยอกิจกรรมบนเตียง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง เพราะในกิจกรรมร่วมรักมีการใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างที่ก่อให้เกิดการกระตุ้นในวงจรสมองทุกส่วนรวมทั้งวงจรที่รับรู้เรื่องอารมณ์ เคล็ดลับดีๆอีกมากกับการบริหารสมอง ติดตามรายละเอียดได้จากหนังสือ สมองฟิต ความคิดปิ๊ง หนังสือแปลจากเรื่อง Keep Your Brain Alive โดย Lawrence C.Katz, Ph.D & Manning Rubin
ที่มา : Ern Jar เจ้าของบทความ : Lawrence C.Katz, Ph.D & Manning Rubin

Read More

กฎน่ารักๆ ที่ทำให้คุณยิ้มได้


เหตุการณ์รอบตัวบ่อยครั้งทำให้นึกน้อยใจในโชคชะตาเพราะมันมักเลวร้ายกว่าที่ควรเช่น ขับรถมาเป็นสิบปีไม่เคยชนอะไร แต่พอถูกขอร้องให้ถอยรถเพื่อนออกจากซอยไม่ถึง 30 เมตร กลับชนเสาไฟฟ้าโครมใหญ่เหตุการณ์เลวร้ายเกิดเหมือนสวรรค์แกล้งนี้ เกิดบ่อยกับทุกคนจนมีผู้ตั้งเป็นกฎไว้ เรียกว่า กฎของเมอร์ฟี่ ความว่าถ้ามันเคยผิดพลาด มันก็จะผิดซ้ำอีกนอกจากกฎของเมอร์ฟี่ ยังมีกฎอื่นๆ ที่มีผู้สังเกตพบมากมายจึงรวบรวมไว้ดังนี้กฎความเป็นไปได้ขนมปังทาเนยที่พลัดตกพื้น จะเอาหน้าด้านที่มีเนยคว่ำลงเสมอและโอกาสที่เนยตกเปื้อนพรม จะมีมากขึ้นเป็นสัดส่วนกับราคาของพรมการดูดวงหมอดูมักทายหลายเรื่องทั้งดีและเลวแต่เรื่องที่แม่นที่สุดคือเรื่องที่เลวที่สุดกฎแห่งความแม่นยำหากขว้างก้อนหินสะเปะสะปะ มันจะพุ่งตรงเข้าหาวัตถุที่มีราคาแพงที่สุดกฎของหายของใช้ที่เราเห็นทุกวันจะหายต่อเมื่อเราต้องการใช้มันกฎของเมธีเลขเด็ดที่เราไม่ซื้อ คือเลขที่จะออกงวดนั้นและหวยที่เราซื้อมักใกล้เคียงกับหวยที่ออกหากได้บวกลบคูณหารด้วยเลขอะไรสักตัว หรือกลับหน้ากลับหลังแต่ถ้าเราซื้อเลขกลับ มันจะออกเลขตรงและถ้าเราซื้อทั้งสองแบบมันจะไม่ออกเลยกฎแรงโน้มถ่วงวัตถุ 2 ชิ้นน้ำหนักไม่เท่ากัน จะตกถึงพื้นด้วยความเร็วขนาดที่ทำลาย ทรัพย์สินได้มากที่สุดเท่าๆกันข้อพิจารณาในการเลือกซื้อหนังสือหนังสือปกสวย เนื้อในมักห่วยหนังสือปกขี้เหร่ เนื้อในห่วยกว่ากฎห้ามพูดคนไทยรู้จักกฎนี้ดี จนมีสุภาษิตว่า "เข้าป่าอย่าเรียกหาเสือ"กฎมีว่า ทันทีที่คุณพูดแสดงความคาดหวังถ้าหวังสิ่งเลวสิ่งเลวจะมาหาและถ้าหวังสิ่งดี สิ่งเลวก็จะมาหากฎของโฮว์ (Howe's Law)มนุษย์ทุกคนมักจะทำอะไรไม่สำเร็จกฎของไซเมอร์กี้ถ้าคุณรื้อชิ้นส่วนออกมาประกอบใหม่จะมีน็อตเหลือเสมอข้อสังเกตของอีตัวร์รถเลนข้างๆ มักเคลื่อนตัวดีกว่าเลนของเรากฎการแก้ปัญหาในปัญหาใหญ่ๆ ที่เป็นอุปสรรคให้เราแก้ มักมีปัญหาเล็กๆ อยู่ภายในซึ่งพร้อมจะขยายตัวแทนที่ทันทีที่ปัญหาใหญ่ได้รับการแก้ไขลุล่วงกฎทองคนมีทองคือคนออกกฎธรรมชาติของมนุษย์มนุษย์เรามีสองประเภทประเภทแรก คือ คนที่ชอบแยกคนเป็นสองจำพวกประเภทที่สอง คือ คนที่รังเกียจพวกแรกกฎยิ่งน้อยยิ่งดีของซีกัลคนที่มีนาฬิกาเรือนเดียว จะรู้เวลาแน่นอนคนที่มีนาฬิกาเพิ่ม มาอีกเรือน จะไม่แน่ใจว่า เวลาใดถูกต้องกฎการใช้เวลาเหลื่อมล้ำการเริ่มต้นงานเป็นสิ่งยากเพราะงาน 90 % แรก จะกิน เวลาไปถึง 90% ของเวลาในโครงการส่วนงาน 10% ที่เหลือจะกินเวลาอีก 90% ของเวลาในโครงการกฎของโอ'รีลลีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในโลกนี้ คือ การทำโต๊ะทำงานให้สะอาดกฎของลีเบอร์แมนนักการเมืองทุกคนโกหก แต่ไม่เป็นไรเพราะไม่มีใครฟังใครกฎน้ำพริกถ้วยเก่าเสื้อผ้าตัวเก่งจะเก่าซอมซ่อทันทีที่เราได้ตัวใหม่ข้อเท็จจริงขององค์กรในทุกหน่วยงานมักมีพนักงานคนหนึ่งและคนเดียวที่มองเห็นปัญหาที่แท้จริงขององค์กร และคนๆ นี้จะถูกไล่ออกเสมอกฎการโต้เถียงคนที่พูดน้อยคือคนที่รู้มากกฎการทำงานเป็นทีมเมื่องานยุ่งยาก ทุกคนผละหนีกฎการมองโลกมนุษย์สามสิบคนในร้อยคน ชอบมองโลกในแง่ร้ายที่เหลือมองร้ายกว่า
ที่มา : *_* NONGSAWNUY *_* เจ้าของบทความ : :: u n z e e n ::

Read More

ท่าทางการส่องกระจก บอกนิสัยได้นะ




เพื่อนๆ เคยสังเกตตัวเองไหมว่า ท่าเอกลักษณ์ประจำตัวในเวลาตอนเช้าก่อนออกจากบ้าน หรือช่วงดึกๆ ที่ต้องส่องกระจกเสริมสวยก่อนเข้านอนนั้นเป็นอย่างไร แต่ละคน แต่ละบุคลิก จะมีอากัปกริยาแตกต่างกันไปเมื่อโผล่หน้าเข้ากระจก ลองดูคำทำนายต่อไปดูสิ ว่าจะตรงกับตัวเองมากแค่ไหน ถ้าคุณชอบทำหน้าทะเล้นใส่… บอกได้เลยว่าคุณเป็นคนขี้เล่นไม่หยอก มีชีวิตสนุกสนาน สดใสซาบซ่าตลอดเวลา เพราะคุณเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี เพื่อนฝูงมากมาย แถมยังห้าวหาญ ไม่กลัวใครง่ายๆ และกล้าเผชิญปัญหาทุกรูปแบบ แต่ถ้าใครคิดจะมาออกคำสั่งบังคับให้คุณทำโน่นทำนี่ ก็ฝันไปเถอะ เพราะคุณคงไม่ยอมแน่ๆ ความเป็นตัวของตัวเองของคุณสูงเสียเหลือเกินนี่นา ถ้าคุณชอบส่งยิ้มให้ตัวเอง… นิสัยของคุณน่ารักไม่หยอกเลยเชียว คุณเป็นเสมือนแม่พระในหมู่เพื่อนฝูงและคนรอบข้าง ที่คอยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้อย่างไม่มีอั้น และคอยเป็นห่วงเป็นใยไม่มีขาด คุณเป็นคนรักเพื่อนมนุษย์ และพร้อมที่จะแบ่งปันความรู้สึกดีๆ ให้กับทุกคนอยู่เสมอ ถ้าคุณมักชอบตีหน้าเครียด… ขอแนะนำว่าให้คุณผ่อนคลายความรู้สึกหนักๆ ลงไปบ้าง ชีวิตของคุณไม่ได้ซีเรียสอย่างที่คิด แต่คุณก็เป็นคนเอาการเอางานทีเดียว จริงจังกับชีวิต แต่ก็อย่าให้มากจนเกินไปนัก คุณเป็นคนที่ไม่ชอบปล่อยเวลาให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ จะพยายามหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา ไม่อยู่นิ่ง แต่คุณจะไม่ยอมทำถ้ารู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้ทำให้ชีวิตของคุณดีขึ้นแต่ประการใด ถ้าคุณชอบแอบปลื้มตัวเองในกระจก… คุณเป็นคนที่มีอารมณ์ศิลปินพุ่งปรี๊ด เพราะนอกจากคุณจะเป็นคนช่างคิด ช่างฝัน ช่าจินตนาการแล้ว ยังเป็นคนที่มีอารมณ์ไม่อยู่กะร่องกะรอย ขึ้นๆ ลงๆ ได้เร็วพอๆ กับตลาดหุ้นเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คุณกลับเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงเหมือนกัน เมื่อคุณตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ก็จะมุมานะให้ไปถึงจุดหมายนั้นๆ จนได้ ถ้าคุณชอบเขินอาย ไม่สบตาตัวเองในกระจก… แน่นอนว่าคุณเป็นคนขี้อายไม่ใช่เล่น แต่กลับยึดมั่นในความคิดของตนเองอย่างไม่น่าเชื่อ คุณเป็นคนที่มีอารมณ์สุนทรีย์ อ่อนโยน มีความเป็นตัวของตัวเอง ขยันหมั่นเพียร แต่ก็เป็นพวกหัวรุนแรงอยู่ไม่น้อยนี่สิ ต้องพึงระวังเอาไว้ให้ดีเชียว ถ้าคุณชอบทำหน้าตาเหม่อลอย… ท่าทางคุณจะตกอยู่ในโลกแห่งความฝันนานไปหน่อยแล้วล่ะ อย่ามัวแต่หลงอยู่กับความคิดที่ไม่เป็นรูปเป็นร่างมากเกินไปนัก จงจำไว้ว่า ชีวิตจริงของคุณกำลังเดินไปข้างหน้า คุณควรตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ให้เพื่อตัวของคุณเองและอนาคต ปกติดูคุณเป็นคนเนิบๆ เนือยๆ แต่อย่างไรเสีย คุณก็เป็นคนเงียบๆ ที่รักสงบ และไม่ขอบหาเรื่องใคร ถ้าคุณชอบสำรวจตัวเองทุกกระเบียดนิ้ว... ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคุณเป็นคนรักสวยรักงาม และพยายามเอาใจใส่ตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ คุณเป็นคนรักความก้าวหน้า มีไฟแรงพอที่จะผลักดันตัวเองให้ไต่ขึ้นไปในจุดที่สูงสุดอย่างที่ต้องการ คุณเป็นคนคล่องแคล่ว และมักจะไม่ค่อยยอมอยู่ว่างๆ แต่จะหาอะไรทำอยู่ตลอดเวลา
ที่มา : อะตอม เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More