วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2552

สาวๆ รู้ไว้... "เอาตัวรอด" อย่างไร พ้นมือชายใจทรามบนรถเมล์


ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชีวิตของสาวๆ เมืองกรุงเป็นชีวิตที่ค่อนข้างลำบาก ด้วยเหตุผลที่หลายคนหลากอาชีพมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในเมืองที่ค่อนข้างแออัด ไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูจะต้องแย่งกันไปเสียหมดส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือภาพที่เห็นเป็นประจำในช่วงเช้าและช่วงเย็น คือ ภาพของหญิงสาวที่ต้องกระตือรือร้นวิ่งขึ้นรถประจำทางเบียดเสียดกับผู้ชาย เมื่อขึ้นไปบนรถประจำทางแล้วก็ต้องก้มหน้าก้มตา ยืนอยู่ท่ามกลางคนหมู่มากเป็นเวลานาน ชั่วโมง สองชั่วโมงแล้วแต่ระยะทาง พวกเธอต้องทนยืนเนื้อเบียดเนื้อกับชายหนุ่มมากหน้าหลายตาบนรถเมล์ ถ้าโชคดีเจอคนดีก็ดีไป แต่ก็มีผู้หญิงหลายคนที่โชคร้ายเจอผู้ชายคิดไม่ดี ชอบลวนลาม อาทิ เสียดสีบั้นท้าย เอามือมาโดนหน้าอก ทำเป็นเซแล้วล้มมาโดนตัวของสาวๆบ่อยครั้งหญิงสาวที่ถูกกระทำเช่นนี้ "ไม่กล้า" โวยวาย หรือหาวิธีป้องกันตัวได้ในเวลาที่คับขันเช่นนั้น มากสุดได้แต่ "อดทน" หรือไม่ก็ต้องเป็นผู้เสียสละลงจากรถเสีย ก่อนที่ "โรคจิต" จะลวนลามไปมากกว่านี้ เอาล่ะ..ถึงเวลาเสียทีที่ผู้หญิงจะไม่เป็นฝ่ายที่ต้องอดทนหรือหนีอีกต่อไป เพราะนับจากนี้เรามีวิธีรับมือกับพวกผู้ชายโรคจิตเหล่านี้ ไม่ว่าพวกนี้จะมาไม้ไหนก็ตามอย่างแรกที่ปลอดภัยสุดสุด คือ ถ้าเห็นรถเมล์เบียดกันมาจนแน่น แล้วคุณสาวๆ ไม่รีบไปทำงาน หรือไม่รีบกลับบ้าน ก็ขอให้รอโดยสารรถเมล์คันที่ไม่แน่นมากนัก เพื่อเลี่ยงการถูกลวนลาม แต่ถ้าต้องรีบทำเวลาควรหาเพื่อนร่วมทางไปด้วย หรือยืนในจุดที่มีผู้โดยสารผู้หญิงมากกว่าเป็นดีที่สุดวิธีต่อไป ถ้าเกิดโชคร้ายรถโดยสารสายที่เราจำเป็นต้องขึ้นมีผู้ชายเยอะกว่าผู้หญิง ถ้าคุณสาวๆ ถูกลวนลามจากด้านหลังก็ขอให้เดินเลี่ยงไปยืนจุดอื่น หรือถอยไปยืนด้านหลังคนนั้นแทน แต่หากคนแน่นจนเลี่ยงไม่ได้ให้ร้องตะโกนโวยวายขึ้นมาว่า "มีโรคจิตอยู่บนรถเมล์" ถ้าไม่กล้าร้องโวยวายให้เดินไปบอกพนักงานเก็บค่าโดยสาร หรือกระเป๋ารถเมล์คันนั้นว่ามีผู้ชายชอบลวนลามผู้หญิงอยู่บนรถเมล์ เพราะกระเป๋ารถเมล์เป็นคนหนึ่งที่สามารถช่วยได้เช่นกันแต่ถ้าคุณสาวๆ เป็นสาวมั่นที่พกความกล้ามาด้วย ลองแก้เผ็ดด้วยวิธีนี้ ให้ใช้ "ศอก" กระทุ้งไปที่ท้องคนที่ลวนลาม หรือใช้ "เท้า" กระแทกไปที่เท้าชายคนนั้นอย่างสุดแรง ถ้าอยากให้โรคจิตเจ็บตัวมากกว่านี้ให้ผู้หญิงใจกล้าเดินอ้อมไปที่ด้านหลังคนนั้น แล้วใช้เข่าตนเองกระทุ้งไปที่หลังเข่าคนนั้นจะทำให้เขาอ่อนแรงและล้ม หรือใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางจิ้มไปที่ลูกตาทั้ง 2 ข้างโดยตรงเลยส่วนอีกกรณีที่ผู้หญิงเจอประจำ คือ เจอผู้ชายโรคจิตที่ชอบทำตัวเนียนเปรียบเสมือนเป็นคนรักของผู้หญิงด้วยการโอบกอดผู้หญิงจากด้านหลัง หรือล็อคคอเพื่อให้มือโดนหน้าอก ผู้หญิงต้องตั้งสติให้ดี และร้องตะโกนโวยวายทันที หรือถ้ามีแรงพอให้ใช้มือทั้ง 2 ข้างของตัวเองจับแขนโรคจิต ย่อตัวลงกดแขนที่จับลงมาแล้วตวัดให้แขนข้ามหัวบิดให้ไขว้ไปด้านหลังผู้ชาย และกดให้นั่งลง วิธีนี้ใช้ได้หลายกรณีไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม โดยส่วนใหญ่ต้องเป็นผู้หญิงที่มีกำลังและมีอาวุธติดตัวเพื่อป้องกันหลังจากกดตัวคนร้ายนั่งลงแล้วสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุดเป็นวิธีที่ผู้หญิงทั้งหลาย อาจเกิดความรู้สึกสุดทนกับพฤติกรรมเยี่ยงนี้ ให้ล็อคคอแล้วใช้เข่าตัวเองกระแทกไปที่อวัยวะเพศชายอย่างเต็มแรงเพื่อให้เข็ด ชายโรคจิตพวกนี้จะได้ไม่กล้าลวนลามผู้หญิงคนอื่นๆ อีกต่อไป ถึงอย่างไรแล้ว แม้ผู้หญิงจะมีวิธีป้องกันตัวแต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ ขอให้ผู้หญิงทุกคนมีสติในการแก้ปัญหา ถ้าเกิดเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้อย่าอายที่จะตะโกนให้คนช่วย เพราะคนที่ควรอายไม่ใช่คุณสาวๆ แต่เป็นผู้ชายโรคจิตเหล่านั่นต่างหาก จำไว้!!!
ที่มา : mthai.com เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More

5 วิธีทำให้สมองฟิต ความคิดปิ๊ง

คุณเคยมีอาการอย่างนี้บ้างมั้ยจับจ่ายไม่ได้ เพราะลืมกระดาษโน๊ตจดรายการของที่ต้องซื้อไว้ที่บ้านพระเอกหนังเรื่องที่ดูเมื่อวานชื่ออะไรน้าจอดรถไว้ชั้นไหนของห้างนะอย่า! อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าคุณเริ่มแก่ สมองเริ่มเสื่อมแล้วมีวิธีฟิตสมองอย่างง่ายๆ ที่คุณทำได้ในชีวิตประจำวันมาฝากกัน จากหนังสือ “สมองฟิต ความคิดปิ๊ง” ส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือ ก่อนฟิตสมอง คุณรู้มั้ยว่า พฤติกรรมซ้ำๆ ทำให้สมองฝ่อในโลกที่เราคาดเดาเกือบทุกอย่างได้ล่วงหน้า กิจวัตรส่วนใหญ่เป็นพฤติกรรมจากจิตใต้สำนึกที่เรากระทำโดยใช้พลังจากสมองน้อยมาก ทำให้ไม่ค่อยมีการเชื่อมโยงระหว่างเซลล์ประสาทในสมองชั้นนอก สมองจึงไม่ค่อยได้ออกกำลังถ้าคุณขับรถหรือนั่งรถไปทำงานโดยใช้เส้นทางเดิมทุกวัน สมองคุณก็จะใช้ประสาทส่วนเดิมทุกวันเช่นกัน การใช้ประสาทเฉพาะส่วนนั้นๆ เป็นประจำทำให้เซลล์ส่วนนั้นแข็งแรง แต่ขณะเดียวกันประสาทส่วนอื่นๆกลับอ่อนแอเพราะถูกละเลย ผลดีก็คือ คุณเริ่มช่ำชองกับเส้นทางจาก ก ไป ข แต่ผลเสียคือ สุขภาพสมอง เพราะสมองพลาดโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นด้วยทัศนียภาพใหม่ๆ กลิ่นใหม่ๆ หรือเสียงใหม่ๆ ซึ่งเป็นความแปลกและหลากหลายที่จะช่วยให้เซลล์ประสาทหลายส่วนได้มีกิจกรรมออกกำลังถ้าสมองได้รับสิ่งใหม่ ส่วนของสมองชั้นนอกหลายส่วนจะมีกิจกรรมมากขึ้นและหลากหลายขึ้น และเกิดการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทสมองส่วนต่างๆในรูปแบบใหม่ ส่งผลให้มีการหลั่งสาร นิวโรโทรฟินส์ หรืออาหารสมองมากขึ้น เซลล์สมองจึงแข็งแรงขึ้น 5 วิธีฟิตสมองในตอนเช้า1. หลับตาอาบน้ำ เปิดก็อกน้ำ ปรับความแรงหรืออุณหภูมิของน้ำโดยใช้ประสาทสัมผัสและความรู้สึก (อย่าลืมฝึกวิธีปรับอุณหภูมิให้แม่นก่อนลงมือเพื่อป้องกันน้ำร้อนลวกตัว) หลับตาใช้มือสัมผัสหาอุปกรณ์อาบน้ำ จากนั้นจึงล้างหน้า อาบน้ำหรือโกนหนวด 2.เกมสลับมือ ขยับสมอง ฝึกใช้มือข้างที่คุณไม่ถนัดแปลงฟัน หมุนฝาหลอดยาสีฟันและป้ายยาสีฟันบนแปรง อาจใช้วิธีนี้กับกิจกรรมยามเช้าอื่นๆ ...การฝึกลักษณะนี้เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ให้เริ่มสั่งการเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ที่สมองซีกนี้ไม่ค่อยมีส่วนร่วม มีการวิจัยพบว่าการฝึกเช่นนี้ส่งผลให้วงจรและเครือข่ายสมองในส่วนเยื่อหุ้มสมองคอร์แทกซ์ที่ทำหน้าที่ควบคุม และรับส่งคำสั่งจากมือ มีการขยายตัวอย่างมากและในอัตราที่รวดเร็ว หรืออาจลองทำสิ่งต่างๆด้วยมือข้างเดียว ก็ได้ 3. อยู่ในโลกไร้เสียง ปิดหูด้วยการใส่หูฟังขณะรับประทานอาหารกับครอบครัวเพื่อสัมผัสโลกเงียบ...คนใกล้ตัวคงเคยบ่นว่าคุณฟังสิ่งที่เขาพูดเพียงครึ่งเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่มักเกิดขึ้นตอนยุ่งอยู่ ลองฝึกตัวเองด้วยวิธีนี้จะทำให้คุณบังคับตัวเองให้ใช้ตัวช่วยอื่นในการทำกิจกรรม เช่น รู้ว่าขนมปังปิ้งที่อยู่ในเครื่องปิ้งได้ที่แล้วโดยไม่ต้องพึ่งเสียง4. เช้าวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ลองเลือกกิจกรรมต่อไปนี้หนึ่งหรือสองข้อ แต่ไม่ควรทำหมดทุกข้อในเช้าวันเดียวกัน• สลับลำดับกิจวัตรตอนเช้า เช่น ถ้าคุณเคยแต่งตัวก่อนกินข้าว ลองเปลี่ยนมากินข้าวก่อนแต่งตัว• ถ้าคุณเคยรับประทานกาแฟกับขนมปังทุกเช้า ลองเป็นข้าวโอ๊ตและชาสุขภาพ หรืออาหารอื่นบ้าง• เปลี่ยนเสียงนาฬิกาปลุก เปลี่ยนรายการวิทยุ หรือทีวีไปเป็นรายการที่คุณไม่เคยฟัง รายการเด็กเป็นตัวอย่างที่ดีในการกระตุ้นสมองให้สนใจในเรื่องที่คุณเคยมองข้าม• เปลี่ยนเส้นทางที่จะเดินทางไปทำงานจากการศึกษาภาพถ่ายของสมอง กิจกรรมใหม่ๆจะกระตุ้นเซลล์ประสาทที่กินพื้นที่สมองชั้นนอกในบริเวณกว้าง วิธีเติมกิจกรรมใหม่นี้จะให้ผลลดลงเมื่อกิจกรรมนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำเป็นกิจวัตรหรือเป็นอัตโนมัติ เนื่องจากสมองต้องใช้พลังในการทำสิ่งใหม่ๆ มากกว่าต่อนทำกิจกรรมที่ทำจนชินแล้ว5. เซ็กซ์ สุดยอดกิจกรรมออกกำลังสมอง ความตื่นเต้นระทึกใจจากกิจกรรมแปลกใหม่ เป็นหัวใจหลักของการเร้าอารมณ์รักโดยเฉพาะในคู่สมรสที่แต่งงานมานาน เพราะช่วยให้คู่รักพบกับความท้าทายและตื่นเต้นจากประสบการณ์ทางเพศแบบใหม่ ใช้จินตนาการและดึงอารมณ์ความรู้สึกทุกส่วนออกมาปรับใช้ เช่น สวมชุดนอนผ้าไหมที่ให้ความรู้สึกสัมผัสที่เรียบลื่น โรยกลีบกุหลาบหอมกรุ่นบนเตียง นวดสัมผัสกันและกันด้วยน้ำมันหอมระเหย หรือสร้างบรรยากาศด้วยเสียงเพลงโรแมนติคเซ็กซ์ที่ดีนับเป็นการออกกำลังสมองที่ดี ฟังดูอาจเป็นการสรรเสริญเยินยอกิจกรรมบนเตียง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง เพราะในกิจกรรมร่วมรักมีการใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างที่ก่อให้เกิดการกระตุ้นในวงจรสมองทุกส่วนรวมทั้งวงจรที่รับรู้เรื่องอารมณ์ เคล็ดลับดีๆอีกมากกับการบริหารสมอง ติดตามรายละเอียดได้จากหนังสือ สมองฟิต ความคิดปิ๊ง หนังสือแปลจากเรื่อง Keep Your Brain Alive โดย Lawrence C.Katz, Ph.D & Manning Rubin
ที่มา : Ern Jar เจ้าของบทความ : Lawrence C.Katz, Ph.D & Manning Rubin

Read More

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมันสมอง 6 ข้อ


1. มันสมองเหนื่อยหรือเพลียกับใครไม่เป็นคนที่ทำงานใช้ความคิดติดต่อกันนานๆจะรู้สึกมึนงง เพลีย ทำงานช้าลงเข้าใจเอาเองว่า ใช้สมองมาก จนสมองเพลีย จึงต้องหยุดพักสมองเมื่อได้พักแล้วก็รู้สึกแจ่มใส ทำงานได้ดีขึ้น พวกนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเรื่องนี้ ว่าจริงไม่จริงอย่างไรส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือ ก็พบว่าไม่จริงสมองเพลียกับใครไม่เป็น เพราะสมองไม่เหมือนกล้ามเนื้อไม่ได้ทำงานอย่างกล้ามเนื้อ พลังของสมองเกิดจากไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)ในสมองมันจึงไม่เพลีย เช่นเดียวกับเราเปิดไฟห้าสิบแรงเทียนเปิดไว้นานเท่าใดมันก็สว่างอยู่เท่านั้น ถ้ามันจะดับก็ดับไปเลยอาการที่ใกล้กับความเพลียของสมอง ก็คือความเบื่อ อย่างเช่นเวลาท่องตำรายากๆสักเล่มหนึ่งพอดึกเข้า สักหน่อย ใจหนึ่งอยากอ่านต่อไป อีกใจหนึ่งอยากนอนเช่นนี้ทำให้ท่านหมดความตั้งใจที่จะอ่านดังนี้พอจะพูดได้ว่าสมองเพลียคือหมายความว่าท่านหย่อนความตั้งใจที่จะทำงานและไม่สามารถที่จะบังคับความคิดไม่ให้ฟุ้งซ่านไปในทางอื่น2. กำลังสมองไม่มีที่สิ้นสุดสมองเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมีหน้าที่เกี่ยวกับการจดจำการคิดและความรู้สึกต่างๆสมองประกอบด้วยตัวเซลล์ประมาณ 10 พันล้านตัวถึง 12 พันล้านตัวแต่ละตัวมีเส้นใยที่เรียกว่าแอกซอน (Axon) และเดนไดรต์ (Dendrite)สำหรับให้กระแสไฟฟ้าเคมี (Electrochemical)แล่นผ่านถึงกันการที่เราจะคิดหรือจดจำสิ่งต่างๆนั้นเกิดจากการเชื่อมต่อของกระแสไฟฟ้าในสมอง คนที่ฉลาดที่สุดก็คือคนที่สามารถใช้กำลังไฟฟ้าได้เต็มที่3. อัตราส่วนเชาวน์ (I.Q.) นั้นที่จริงไม่ใช่ของสำคัญนักจิตวิทยา เช่น อัลเฟรดและบิเนต์ มีวิธีการวัดความฉลาดของคนโดยการวัดอัตราส่วนเชาวน์ หรือไอคิว แล้วกำหนดว่าคนนั้นๆมีไอคิวเท่านั้นๆถ้าใครวัดแล้วได้ไอคิวต่ำกว่าร้อย ก็ออกจะเสียใจ สักหน่อยแต่นักจิตวิทยาเขาว่าอย่าไปสนใจกับไอคิวนักเลยเพราะการทดสอบนั้นมันไม่ค่อยแน่นัก อาจทดสอบผิดพลาดได้ง่ายเท่าที่เขาค้นพบนั้น ว่าใครมีร่องยู่ยี่หยุกหยิกตอนกลางกระหม่อมมากๆมักจะฉลาดกว่าคนอื่นแต่คนที่ธรรมชาติไม่ได้สร้างสิ่งพิเศษมาให้ จะไม่มีทางฉลาดกับเขาบ้างหรือนักวิทยาศาสตร์ตอบว่ามีและมีได้แน่ๆ คนที่มีไอคิวปานกลางอาจจะเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีความรู้ดีได้โดยการหมั่นฝึก ตัวเซลล์ในสมองให้มันทำงานไม่ปล่อยให้มันขี้เกียจอยู่เฉยๆ เขาพบว่าคนที่มีชื่อเสียงมากมายหลายคนมีไอคิวเท่าๆ กับคนธรรมดา อย่างเช่น จอห์น อาดัมส์, อับราฮัม ลินคอล์น, นโปเลียน,เนลสัน เหล่านี้มีสมองธรรมดาๆ แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษคืออุตสาหะพากเพียรอย่างไม่หยุดยั้ง คนสมองดีๆถ้าไม่หมั่นใช้มันก็จะฝ่อได้4. แก่แล้วก็เรียนได้ดีเท่าหนุ่มๆเหมือนกันความเข้าใจผิดอย่างไม่เข้าท่า ก็คือว่ายิ่งแก่ตัวยิ่งเรียนไม่ได้สมองเสื่อม ความจำไม่ดี ถ้าเป็นคนขี้เหล้าเมายาหรือมีโรคอาจเป็นได้ดังนี้แต่คนปรกติแล้วย่อมเรียนได้ตลอดอายุ ความแก่ชราไม่เป็นอุปสรรคแก่การเรียนการเรียนเกี่ยวกับการให้กระแสไฟฟ้าในสมองเคลื่อนไหวดังนั้นถ้าสมองไม่ผุพังเพราะเชื้อโรคหรือการกระทบกระเทือนอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อายุ 90 ปี ก็ยังเรียนได้ที่ว่าแก่ป้ำๆเป๋อๆชื่อคนที่เคยจำได้ก็นึกไม่ออก อะไรพวกนี้เป็นการยอมรับตัวเองทั้งสิ้น5. กำลังสมองจะดีขึ้นถ้าได้ใช้มันอยู่เสมอสมองเหมือนกับกล้ามเนื้อตรงที่การฝึกถ้าได้ใช้ให้ทำงานอย่าปล่อยให้มันขี้เกียจ มันจะยิ่งเก่งกล้าขึ้นท่านยิ่งใช้ความคิด ความคิดของท่านก็จะดีขึ้น หากท่านใช้ความจำอยู่เสมอความจำของท่านก็จะดีขึ้น คือท่านจะจำอะไรได้เร็วขึ้นมีอำนาจอย่างหนึ่งที่เราพูดถึงกันเสมอคืออำนาจใจหรือกำลังใจกำลังอันนี้สะสมอยู่ในสมองทุกคราวที่ท่านใช้กำลังใจหรืออำนาจใจต่อสู้อุปสรรคปัญหาหรือความยากลำบากต่างๆกำลังใจของท่านก็เพิ่มพูนมีกำลังแรงขึ้น6. จิตใต้สำนึก….คลังอันน่ามหัศจรรย์ส่วนลี้ลับและแสนจะพิศดารในตัวของเราคือจิตใต้สำนึก หรือบางทีเรียกว่าจิตไร้สำนึก มันเป็นที่เก็บพลังพิเศษและความจดจำเรื่องทั้งหลายมากมายก่ายกองแต่มันน่าประหลาด ที่เราไม่สามารถให้มันสำแดงฤทธิ์ตามใจเราได้มันจะแสดงพลังของมันออกมาในขณะที่มีเหตุใหญ่ฉันพลัน ทันด่วนและแสดงออกมาโดยเราเองก็ไม่รู้ตัวจิตแพทย์ได้เพียรใช้จิตสำนึกรักษาโรคจิตอย่างเช่นบางคนอยู่ดีๆ กลัวและเกลียดคนหน้าดำเจ้าตัวเองก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงเกลียดและกลัวอย่างไม่มีเหตุผลจิตแพทย์ต้องใช้วิธีให้จิตใต้สำนึกบอกเรื่องราวแต่หนหลัง ที่ตกตะกอนลงไปอยู่ในจิตแห่งนั้นก็รู้ได้ว่าเมื่อตอนนั้นยังเล็กอยู่มีคนหน้าดำคนหนึ่งได้เข้ามาปลุกปล้ำบีบคอเขาในบ้านแต่เขาจำเรื่องนี้ไม่ได้เพราะมันตกไปอยู่ในจิตใต้สำนึก เมื่อเขาโตขึ้นมันจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะที่เขากลัวและเกลียดคนหน้าดำนักจิตวิทยากล่าวว่าหากเราหัดพูดกับจิตใต้สำนึกเราก็สามารถสร้างพลังขึ้นในตัวได้อย่างเช่นเราพูดกับจิตใต้สำนึกว่า คืนนี้เราจะตื่นตีห้า ทำใจให้แน่วแน่เพ่งอยู่ในการตื่นเวลาตีห้า พอถึงตีห้า จิตใต้สำนึกก็จะปลุกเราเองถ้าเราเป็นคนขลาดขี้อาย เราพยายามพูดกับจิตใต้สำนึกว่าเราจะไม่ขลาดเราจะไม่ขี้อาย ความขลาด ความขี้อายก็จะหายไปเองขอขอบคุณสาระดีๆจาก http://www.yehyeh.com/
ที่มา : *_* NONGSAWNUY *_* เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More

6 วิธีพัฒนาตนเองสู่ความเป็นเลิศ


‘วัยรุ่น’ เป็นวัยที่มีศักยภาพในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากผู้ปกครองจะพยายามส่งเสริมด้านสติปัญญา หรือ IQ ให้แก่วัยรุ่นแล้ว การพัฒนาด้าน EQ ก็เป็นสิ่งสำคัญ ‘เกร็ดน่ารู้’ สัปดาห์นี้ มีวิธีพัฒนาตนเองของวัยรุ่นสู่ความเป็นเลิศ มาฝากกันส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือ1.ตั้งเป้าหมาย เพราะชีวิตที่ประสบความสำเร็จ คือ ชีวิตที่มีเป้าหมาย ไม่ว่าจะเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ รวมทั้งการใช้เวลาอย่างมีคุณค่า เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ2.มีวินัย เป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยให้ทำงานสำเร็จ เอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ได้ด้วยเวลาอันสั้น เป็นตัวกำหนดการเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบหน้าที่ที่ได้รับ และช่วยควบคุมตนเองได้ดี3.สร้างความมั่นใจ ถือเป็นก้าวแรกสู่ความสำเร็จและเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต ทั้งเรื่องเรียนและการทำงาน นอกจากจะส่งผลให้เป็นคนกล้าแสดงออก และกล้าเผชิญกับเรื่องต่างๆ อย่างมั่นใจแล้ว ยังทำให้บุคลิกภาพดีด้วย4.รับฟังความคิดเห็น และคำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันเมื่อพบกับปัญหา ควรหาทางออกที่เหมาะสม เพื่อสร้างความร่วมมือที่ดีในการทำงาน5.มองโลกในแง่ดี มีความคิดเชิงบวก จะส่งผลให้สุขภาพจิต สุขภาพกายดี ความคิดโปร่งใส สุดท้ายจะตามมาด้วยความสุขและความสำเร็จ6.ใช้ชีวิตให้สมดุล ด้วยการเดินสายกลาง อย่าทุ่มเทชีวิตให้ด้านใดด้านหนึ่ง จนด้านอื่น ๆ ขาดการดูแล รู้จักใช้ชีวิตให้สมดุล เพื่อกระตุ้นให้ชีวิตมีความสุข มีความคิดสร้างสรรค์ และมีพลังในการเรียน การทำงานต่อไปการพัฒนาด้านอารมณ์และจิตใจ ควบคู่ไปกับ IQ นั้น ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง.
ที่มา : Ern Jar เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More

7 พืชผักที่ดีต่อสุภาพสตรี โดยตรง


ผู้คนส่วนใหญ่ต่างรู้ประโยชน์ของผลไม้หรือผักว่ามีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย แต่เชื่อไหมว่า ผลไม้บางชนิด มีแร่วิตามินและแร่ธาตุที่พิเศษแตกต่างกันออกไป มีพืชผักผลไม้อยู่ 7 ชนิด ที่มีผล "โดยตรง" กับสุขภาพของ "ผู้หญิง"ส่วนที่จะแสดง

ส่วนที่เหลือ ลูกพรุน : เป็นแหล่งโปแตสเซียม เหล็ก และไฟเบอร์ ที่สำคัญพรุนช่วยทำให้ผิวพรรณมีเลือดฝาด คงความเป็นหนุ่มเป็นสาว คนเรานั้นเมื่อผ่านช่วงสดใสของชีวิตคือวัย 25 ปี ร่างกายจะเริ่มเสื่อมโทรม ไขมันเริ่มเข้าสะสมตามที่ต่างๆ ใบหน้าที่เคยเอิบอิ่มด้วยเลือดฝาดก็เริ่มหมองคล้ำ ผิวพรรณจากสีชมพูระเรื่อก็เริ่มซีดโทรม ธาตุเหล็กที่มีมากในลูกพรุน จะช่วยดูแลเรื่องนี้ ควบคู่กับภาวะที่สตรีต้องสูญเสียเลือดและธาตุเหล็กไปกับประจำเดือนอีกด้วย ถั่ว : อุดมไปด้วยโปรตีน เหล็ก และวิตามินบี นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เมื่อรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้ (ซึ่งมีในถั่วมาก) ไฟเบอร์จะเคลือบผิวกระเพาะ ทำให้รู้สึกอิ่มเร็ว อิ่มนาน ความอยากอาหารจะลดลง แต่ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอยุ่มากด้วยจึงไม่เหมือนไฟเบอร์อื่นๆ ที่ไม่ให้สารอาหารที่มีคุณค่ากับร่างกาย นั่นทำให้ผู้หญิงรุปร่างดีโดยที่ไม่ขาดสารอาหารด้วย บรอคโคลี : เป็นแหล่งซีลีเนียมตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณ และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวดูอ่อนนุ่มมีน้ำมีนวลเหมือนหนุ่มสาว แถมยังช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ กล้วย : ในกล้วยไข่มีสารเบต้าแคโรทีน ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เมื่อเราอายุเลย 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมของร่างกายเริ่มมาเยือนช้าๆ ทำให้เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์ผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อร่างกายเสื่อมสภาพ ความสามารถในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอก็จะลดลงเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นความสามารถในการจำกัดอนุมูลอิสระก็ลดลงอย่างตกใจ ดังนั้นสาวๆ ควรสนใจรับประทานกล้วย โดยเฉพาะกล้วยไข่ให้มากขึ้นก็จะยอดมาก! ฝรั่ง : เชื่อหรือไม่ว่าฝรั่ง 1 ขีด มีวิตามินซีสูงถึง 180 มิลลิกรัม ซึ่งวิตามินซีนี้มีบทบาทในการสร้าง ‘คอลลาเจน’ ที่ทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ยืดหยุ่น ไม่หย่อนยานก่อนวัย แอปเปิ้ล : มีสารอาหารที่สำคัญคือ เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ ‘เพคติน’ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดคอเลสเตอรอล ยามใดก็ตามที่หินจนกินช้างหมดตัวได้ กินแอปเปิ้ลสักลูกจะดีกว่ามากๆ เลย (จริงๆ นะ) ส้ม : แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติอันอุดม รู้ไหมว่า การรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้อิ่มท้องเร็ว เป็นประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียว
ที่มา : Ern Jar เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More

ข้างๆของความรัก

มีเพื่อนต่างเพศอยู่คู่หนึ่ง เป็นเพื่อนที่รักกันมาก ที่โรงเรียนฝ่ายชายจะเดินไปส่งฝ่ายหญิงที่บ้านเสมอทุกวันเวลาผ่านไป จนทั้งสองอยู่ มหาวิทยาลัยฝ่ายหญิงเริ่มไปแอบชอบผู้ชายคนนึง และถามฝ่ายชายว่า"นี่ เธอว่า เค้าเหมาะกับเราไหม""เค้าก้อหล่อดีนะ นิสัยดีด้วย ""หรอ อืม อยากให้เค้ามาอยู่ข้างๆเราจังเลยเนอะ"ส่วนที่จะแสดง
ส่วนที่เหลือ ต่อมาหญิงสาวก็ได้เป็นแฟนกับผู้ชายคนนั้นจิงๆวันนึงหญิงสาวบอกกับเพื่อนสนิทของตนว่า"นี่ เธอไม่ต้องมาส่งเราทุกวันแล้วแหละ ตอนนี้เค้าจะมาส่งเราแล้วเราไม่อยากให้เค้าเข้าใจผิด""อืม" ฝ่ายชายตอบรับ และไม่ไปส่งหญิงสาวอีกต่อมาหญิงสาวทะเลาะกับแฟนของตน จึงมาปรึกษาเพื่อนชายว่า"เธอ เด๋วนี้เขาไม่ค่อยสนใจเราเลยแหละ เธอว่า เราจะทำอย่างไรดีหล่ะ""ก้อ เธอยังรักเค้าอยู่หรือป่าวหล่ะ" ฝ่ายชายตอบ"รักสิ รักมากด้วย""ถ้าอย่างนั้น ก็มอบความรักให้เขาต่อไปสิ ก้อเธอรักเค้านี่น่า""อืมม"หญิงสาวทำตามคำแนะนำของฝ่ายชายหลังจากนั้น วันหนึ่ง ระหว่างที่เพื่อนชายหนุ่มเดินกลับบ้านเค้าเห็นหญิงสาวนั่งร้องไห้อยู่ข้างทาง"เธอ เป็นอะไรหน่ะ ให้เราช่วยไหม""เค้าไม่รักเราเลยหล่ะ เขาเปลี่ยนไป เด๋วนี้เขาไม่เคยมาส่งเราที่บ้านเลย""แล้วเราจะช่วยอะไรเธอได้บ้างหล่ะ""ช่วยอยู่กับเราซักพักได้ไหม"หญิงสาวร้องขอทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันโดยไม่พูดอะไรเลยในที่สุดหญิงสาวก็เอ่ยขึ้น"เราควรจะทำอย่างไรดี เธอจะช่วยเราได้ไหม ว่าเราควรจะทำอย่างไรดี""เธอยังรักเขาอยู่หรือป่าวหล่ะ""รักสิ เรารักเค้ามากเลย""ถ้าอย่างนั้นก้อรักเค้าต่อไปสิ""แต่เค้าไม่รักเราเลยนี่น่า" หญิงสาวร้องไห้โฮ"แต่เธอก็รักเขาไม่ใช่หรอ"และชายหนุ่มก็ส่งหญิงสาวที่บ้านอย่างที่เคยทำมาแต่ก่อน"ถ้าเมื่อไหร่ที่เธออยากให้เรามาส่งเธอที่บ้าน อย่าลืมเรียกเรานะ""อืม" และหญิงสาวก็เดินขึ้นบ้านไปต่อมาวันหนึ่งชายหนุ่มได้รับโทรศัพท์จากหญิงสาว"เราไม่ไหวแล้ว ช่วยมารับเราที"เสียงของหญิงสาวดูช่างอ่อนล้า และหมดกำลังเธอกำลังร้องไห้อย่างฟูมฟายอยู่ชายหนุ่มไปหาเธอและไปรับเธอมาส่งบ้านเธอยังคงถามชายหนุ่มนั้นเมื่อที่เคยถามมา"เราจะทำอย่างไรต่อไปดี""เธอเลิกรักเค้าแล้วหรอ""ป่าว เรายังรักเค้ามาก เรายังรักเขาอยู่""งั้นก็เหมือนที่เราเคยพูดไว้ รักเขาต่อไปเพราะมันไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะรักเธอไหม แต่ถ้าเธอยังรักเขาเธอก็คงทำได้แค่รักเขาให้มากขึ้น ให้เขารู้ว่าเธอรักเขา"วันที่เธอเรียนจบ เพื่อนชายหนุ่มของเธอมาแสดงความยินดีกับเธอเธอแปลกใจมากที่เพื่อนชายหนุ่มของเธอยังเรียนไม่จบ เธอถามเขาว่าทำไมชายหนุ่มตอบว่า เขาขี้เกียจไปหน่อยทำให้เขาต้องเรียนซ้ำวิชาหนึ่งจึงยังเรียนไม่จบหญิงสาวแปลกใจ เพราะตลอดมา ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนขยันต่อมาแฟนหญิงสาวได้แต่งงานกับหญิงสาวเนื่องด้วยเห็นถึงความรักที่หญิงสาวมีให้มากมายหญิงสาวได้ชวนเพื่อนของตนมางานแต่งของเธอ"เราไม่ว่างจริงๆเราติดธุระหน่ะขอโทษนะ"เพื่อนชายตอบเธอด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาหญิงสาวโกรธและเสียใจที่ชายหนุ่มไม่มางานแต่งจึงวางหูใส่แต่หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจเมื่อวันที่เธอแต่งงานชายหนุ่มได้มาก่อนที่งานแต่งจะจบ"ยินดีด้วยนะ เรามาแล้วนะ"หญิงสาวดีใจมากที่เพื่อนของเธอมา ถึงจะเพียงชั่วเวลาสั้นๆต่อมาหญิงสาวก็มีความสุขกับชีวิตแต่งงานจนไม่ได้ติดต่อกับชายหน ุ่มจนวันหนึ่งหญิงสาวได้ทะเลาะกับสามีของตนหญิงสาวไม่รู้จะไปปรึกษาใคร จึงนึกถึงชายหนุ่มขึ้นมาแต่แม้ว่าหญิงสาวจะโทรไปเท่าไหร่ก็ไม่สามารถติดต่อกับชายหนุ่มคนนั้นได้เลยเขาจึงโทรหาเพื่อนของชายหนุ่มคนนั้นเพื่อนของชายหนุ่มเล่าว่า ชายหนุ่มเป็นโรคร้าย เขาไม่สามารถไปไหนได้ตอนนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมาร่วมหลายเดือนหญิงสาวตกใจมากถามว่าเป็นอะไรเพื่อนชายหนุ่มบอกว่า อาการกำเริ่มเพราะวันที่ชายหนุ่มต้องมาผ่าตัดชายหนุ่มดันหายตัวไปและเพื่อนชายยังบอกอีกว่า"เป็นนิสัยเสียของมันหน่ะ มันชอบหายตัวไปไหนก็ไม่รู้ในช่วงเวลาสำคัญๆคราวที่แล้วสอบไล่ ก็หายตัวไปจากห้องสอบ"หญิงสาวตกใจมาก เลยขอที่อยู่ของโรงพยาบาลที่ชายหนุ่มรักษาตัวหญิงสาวไปเยี่ยมชายหนุ่มที่โรงพยาบาล เมื่อเปิดประตูเข้าไป ก็ต้องตกใจชายหนุ่มที่เคยดูแข็งแรง กับผอมซูบ ไม่มีแรงเมื่อชายหนุ่มเห็นเธอก็ดีใจทักทายเธอเป็นการใหญ่"เป็นอย่างไรมั้ง ไม่เจอกันตั้งนาน"หญิงสาวนิ่งเงียบซักพักน้ำตาหญิงสาวก็ออกมา"อ้าวร้องไห้ทำไมหล่ะ เธอหน่ะ ไปทะเลาะกับแฟนมาอีกแล้วหรอจะให้เราช่วยอะไรไหม แต่เราก็คงจะแนะนำเหมือนเดิมหน่ะ"หญิงสาวเข้าไปหาชายหนุ่มแล้วบอกกับชายหนุ่มว่า"วันที่เธอมารับเราเป็นวันสอบไล่ใช่ไหม"ชายหนุ่มทำหน้าตกใจและไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้นกลับนิ่งเงียบไปหญิงสาวจึงพูดต่อ"และวันที่เธอต้องผ่าตัดใหญ่ เธอกลับมางานแต่งงานของฉันใช่ไหม"ชายหนุ่มไม่รู้จะพูดอะไรอีกแล้ว กลับนิ่งเงียบกว่าเดิมหญิงสาวเข้าไปกอดชายหนุ่มแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่น"ตลอดเวลา เรารักแต่คนอื่น มองแต่คนอื่นเรากลับไม่รู้เลยว่าเธอรักเรามากแค่ไหนเรารู้สึกเสียใจจริงๆที่ไม่ได้รักเธอมากกว่านี้"ชายหนุ่มยิ้มขึ้นแล้วบอกกับหญิงสาวด้วยเสียงอันแผ่วเบาว่า"เราบอกแล้วไง ถ้าเรารักใครซักคน เราก็ต้องรักเขาให้มากๆไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะรักเราหรือไม่หน่ะมันสำคัญแค่เพียงว่าเรายังรักเธออยู่หรือเปล่า แค่เราสามารถช่วยเธอได้นั่นก็เป็นความสุขของเราแล้ว"หญิงสาวรู้สึกเสียใจมาก นั่งร้องไห้โห่อยู่ที่ตักของชายหนุ่มชายหนุ่มจึงพูดขึ้นว่า"ถ้าเราหายเมื่อไหร่ เราจะไปส่งเธอที่บ้านอีกนะ"
ที่มา : เฉพาะกิจ เจ้าของบทความ : ไม่ทราบชื่อ

Read More


Read More